การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่ผ่านมา อาจส่งผลให้พฤติกรรมด้านสุขอนามัยของหลายคนในสังคมเปลี่ยนไปถาวร เช่น ล้างมือบ่อยขึ้น ไม่หยิบหรือใช้สิ่งของร่วมกับคนอื่น โดยเฉพาะครอบครัวที่มีเด็กเล็ก พ่อแม่หลายคนยิ่งให้ความสำคัญกับการรักษาสุขภาพและความสะอาดทั้งของตัวเองและลูกมากเป็นพิเศษ
“เป็นเด็กจะมีอะไรให้เครียด?” ผู้ใหญ่และคุณพ่อคุณแม่หลายคนอาจเคยมีคำถามนี้แวบเข้ามาในหัวเวลาเห็นเห็นลูกร้องไห้งอแง หงุดหงิด หรือกังวลกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เช่น ใส่ชุดไปโรงเรียนผิดวัน ทะเลาะกับเพื่อน วิตกกังวลก่อนสอบ หรือเก็บตัวเงียบเมื่อเจอเรื่องไม่เป็นอย่างที่หวัง จนอดสงสัยไม่ได้ว่า เด็กตัวเล็กแค่นี้จะมีความเครียดเหมือนผู้ใหญ่ได้จริงเหรอ…
เคยสังเกตไหมว่า เวลาที่ลูกต้องการจะเดินเข้ามาขอหรือพูดคุยอะไรสักอย่าง มักจะต้องคอยแอบมองสีหน้าท่าทางของคุณพ่อคุณแม่ก่อนเสมอ บางครั้งลูกเดินเข้ามาหา เหมือนอยากพูดอยากคุย แต่กลับเลือกที่จะเดินกลับไปเงียบๆ
คุณพ่อคุณแม่จำนวนไม่น้อยอาจรู้สึกเหมือนต้องแข่งขันกับทุกอย่างรอบตัว การเลี้ยงลูกเหมือนกำลังจูงมือลูกวิ่งแข่งกับเวลา ต้องเร่งส่งเสริมพัฒนาการ ฝึกฝนทักษะ กวดขันเรื่องการเรียน เรียนเสริม ทำกิจกรรมหลังเลิกเรียนและวันหยุดสุดสัปดาห์ เพื่อเตรียมความพร้อมและไม่ทำให้ลูกพลาดโอกาสดีๆ ในอนาคต
ผู้ใหญ่ส่วนมากเข้าใจดีว่า เด็กเล็กมักจะสังเกตและเรียนรู้พฤติกรรมของคนใกล้ตัว โดยเฉพาะลักษณะนิสัยและท่าทางของคุณพ่อแม่ที่อยู่กับลูกในแต่ละวัน ล้วนเป็นสิ่งที่หล่อหลอมพัฒนาการและทักษะการใช้ชีวิตของลูกทีละเล็กละน้อย จึงไม่น่าแปลกใจที่บุคลิกและพฤติกรรมของคุณพ่อคุณแม่ รวมถึงบรรยากาศภายในครอบครัวจะมีบทบาทสำคัญต่อการเติบโตของลูกมากเลยทีเดียว
คุณพ่อคุณแม่คงเคยเล่านิทานก่อนนอนให้ลูกฟัง พร้อมปิดท้ายด้วยข้อคิดจากนิทานที่อยากให้ลูกจดจำ เพราะสำหรับผู้ใหญ่ การเล่านิทานอาจไม่ได้เป็นเพียงการเล่าเรื่องราวแสนสนุก แต่อยากให้นิทานช่วยสื่อสารและถ่ายทอดข้อคิดหรือบทเรียนเล็กๆ น้อยๆ ให้กับลูก










