คุณแม่ที่ทุกเช้าต้องรีบออกจากบ้านไปทำงาน อาจเคยมีช่วงเวลาที่รู้สึกผิดในใจลึกๆ เพราะไม่ได้ใช้เวลาเลี้ยงดูและอยู่กับลูกตลอดทั้งวันอย่างที่ควรจะเป็น และหลายครั้งก็อดตั้งคำถามไม่ได้ว่า การที่ต้องแบ่งเวลาให้กับงานแทนที่จะทุ่มเทให้กับลูกได้อย่างเต็มที่ จะส่งผลต่อพัฒนาการ ความสัมพันธ์ และอนาคตของลูกหรือไม่
แต่ผลการศึกษาของ ศาสตราจารย์ Kathleen McGinn จาก Harvard Business School และทีมวิจัย ซึ่งศึกษาข้อมูลจากคนกว่าหนึ่งแสนคน ใน 29 ประเทศ กลับพบว่า คุณแม่ Working Mom หรือแม่ที่ต้องออกไปทำงานนอกบ้านไม่ได้ทำให้ลูกเติบโตมาอย่างมีความสุขน้อยกว่าคนอื่น และในบางด้านยังมีความสัมพันธ์กับทักษะและทัศนคติที่ดีบางอย่างติดตัวลูกไปจนถึงวัยผู้ใหญ่
ดังนั้น การเป็น Working Mom อาจไม่ได้มีความหมายเพียงแค่การออกไปทำงานเพื่อหารายได้ แต่สิ่งที่ลูกเห็นจากชีวิตประจำวันของคุณแม่ ทั้งการทำงาน การแก้ปัญหา การจัดการเวลา และการแบ่งบทบาทในครอบครัว ล้วนเป็นบทเรียนชีวิตที่ลูกสามารถเรียนรู้ได้เช่นกัน
1. คุณแม่อาจกลายเป็นต้นแบบเรื่องการทำงานให้กับลูก

สำหรับลูกแล้ว การเห็นคุณแม่ออกไปทำงานทุกวัน อาจเป็นมากกว่าภาพของคนที่ต้องออกจากบ้านในตอนเช้า เพราะลูกกำลังได้เห็นผู้หญิงคนหนึ่งรับผิดชอบหน้าที่ของตัวเอง แก้ปัญหา และพยายามจัดการทั้งเรื่องงานและครอบครัวไปพร้อมกัน ประสบการณ์เหล่านี้อาจกลายเป็นภาพจำที่ช่วยให้ลูกเรียนรู้ว่า การมีครอบครัวและการมีเส้นทางการทำงานของตัวเองสามารถเกิดขึ้นพร้อมกันได้ และการเป็นผู้หญิงไม่ได้มีเพียงบทบาทแม่เพียงอย่างเดียว
นอกจากนี้ งานวิจัยยังพบว่า เด็กผู้หญิงที่มีคุณแม่ทำงานนอกบ้านมีแนวโน้มที่จะทำงานและก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้บริหาร และมีรายได้สูงกว่า โดยมีโอกาสได้เป็นผู้จัดการประมาณ 1.29 เท่า เมื่อเทียบกับลูกสาวของคุณแม่ที่ไม่ได้ทำงาน
2. ลูกเรียนรู้เรื่องความรับผิดชอบและการดูแลตัวเอง

เมื่อคุณแม่มีทั้งงานและครอบครัวที่ต้องดูแล ลูกก็อาจได้เห็นว่าทุกคนในบ้านต่างมีหน้าที่ของตัวเอง และการดูแลครอบครัวไม่จำเป็นต้องเป็นหน้าที่ของคนเพียงคนเดียว ตั้งแต่เรื่องเล็กๆ อย่างการเก็บของเล่น ช่วยงานบ้าน ดูแลสิ่งของของตัวเอง ไปจนถึงการแบ่งหน้าที่กันภายในบ้าน สิ่งเหล่านี้เป็นโอกาสให้ลูกได้เรียนรู้เรื่องความรับผิดชอบและการพึ่งพาตัวเองได้ และการที่ลูกได้เห็นสมาชิกในครอบครัวช่วยกันรับผิดชอบสิ่งต่างๆ อาจช่วยให้ลูกเข้าใจว่า การดูแลบ้านและครอบครัวเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทุกคน
3. ลูกชายอาจเรียนรู้ว่า งานบ้านไม่ใช่หน้าที่ของผู้หญิงเพียงคนเดียว

การที่คุณแม่ทำงานนอกบ้านอาจไม่ได้ส่งผลเฉพาะกับลูกสาวเท่านั้น เพราะสำหรับลูกชายแล้ว การได้เห็นคุณแม่มีบทบาทในโลกการทำงาน ก็อาจเป็นประสบการณ์ที่ช่วยหล่อหลอมมุมมองเรื่องบทบาทของผู้หญิงและผู้ชายตั้งแต่เด็ก ลูกได้เรียนรู้ว่า ผู้หญิงสามารถทำงานและมีเส้นทางอาชีพของตัวเองได้ ขณะเดียวกัน ผู้ชายก็สามารถทำงานบ้าน ดูแลลูก และช่วยเหลือสมาชิกในครอบครัวได้เช่นกัน
งานวิจัยพบว่า ลูกชายของคุณแม่ที่ทำงานมีแนวโน้มที่จะมีทัศนคติสนับสนุนความเท่าเทียมทางเพศมากกว่า และเมื่อเติบโตขึ้นยังมีแนวโน้มที่จะมีส่วนร่วมกับงานบ้านและการดูแลครอบครัว รวมถึงสนับสนุนการทำงานของคู่ชีวิตมากขึ้น
4. คุณแม่ไม่จำเป็นต้องรู้สึกผิดกับการเลือกทำงาน

คุณแม่ที่ต้องทำงานไปด้วยอาจเคยรู้สึกว่าตัวเองมีเวลาให้ลูกไม่มากพอ เพราะแต่ละวันต้องแบ่งเวลาให้ทั้งงานและครอบครัว จนบางครั้งพอมีเวลาว่างก็พยายามชดเชยด้วยการอยู่กับลูกให้นานที่สุด หรือรู้สึกผิดทุกครั้งที่ต้องออกไปทำงาน
แต่ในความเป็นจริง สิ่งสำคัญอาจไม่ใช่การพยายามทำให้ตัวเองมีเวลาอยู่กับลูกตลอดทั้งวัน แต่อาจเป็นการทำให้ช่วงเวลาที่มีร่วมกันเป็นเวลาที่ลูกได้รับความสนใจและความใส่ใจอย่างเต็มที่ เช่น การกินข้าวด้วยกัน พูดคุยเรื่องที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน อ่านนิทานก่อนนอน หรือทำกิจกรรมที่ลูกชื่นชอบร่วมกัน
เพราะแม้คุณแม่จะไม่สามารถอยู่กับลูกได้ตลอดเวลา แต่การมีช่วงเวลาที่สม่ำเสมอและมีคุณภาพ ก็สามารถช่วยให้ลูกรับรู้ได้ว่าแม้คุณแม่จะต้องไปทำงาน แต่แม่ก็ยังมีเวลาให้เราเสมอ และช่วยให้คุณแม่ไม่ต้องแบกรับความรู้สึกผิดว่าการทำงานหมายถึงการให้เวลากับลูกน้อยเกินไปเสมอไป

COMMENTS ARE OFF THIS POST