สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่อาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ มลพิษทางอากาศและควันพิษจากรถยนต์บนท้องถนน ถือเป็นความกังวลใจอันดับต้นๆ ที่หลีกเลี่ยงได้ยาก เพราะกลัวว่าจะส่งผลเสียต่อระบบทางเดินหายใจของลูกน้อย ล่าสุดมีผลการศึกษาจากตีพิมพ์ในวารสารด้านสาธารณสุขระดับโลกอย่าง The Lancet Public Health ที่ชี้ให้เห็นข่าวดีว่า การจัดเขตควบคุมมลพิษเพื่อลดควันพิษจากยานพาหนะ ส่งผลดีต่อพัฒนาการปอดของเด็กๆ ได้อย่างมีนัยสำคัญ
งานวิจัยนี้ทำการติดตามเด็กๆ อายุ 6-9 ขวบ จำนวน 3,414 คน เป็นเวลาถึง 5 ปี โดยเปรียบเทียบระหว่างเด็กที่อาศัยอยู่ในใจกลางกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการใช้นโยบายจัดตั้งเขตจำกัดการปล่อยมลพิษต่ำ (Ulez) หรือการจัดเก็บค่าธรรมเนียมรถยนต์ที่ปล่อยมลพิษสูง กับเด็กในเมืองลูตันซึ่งเป็นเมืองใหญ่ใกล้เคียงที่ไม่มีมาตรการนี้ ในช่วงเริ่มต้นการศึกษาปี 2019 เด็กๆ ในลอนดอนได้รับก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์จากควันรถยนต์สูงกว่าอย่างเห็นได้ชัด และมีปริมาตรการหายใจออกอย่างเต็มที่ในหนึ่งวินาที หรือสมรรถภาพการทำงานของปอด ต่ำกว่าเด็กในเมืองลูตัน
หลังจากผ่านไป 5 ปีเมื่อลอนดอนเริ่มใช้นโยบายควบคุมมลพิษ ปรากฏว่าระดับก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ในลอนดอนลดลงเร็วกว่าเมืองลูตันมากกว่าเท่าตัว และส่งผลให้สมรรถภาพปอดของเด็กๆ ในลอนดอนมีการเจริญเติบโตที่เร็วกว่า จนสามารถฟื้นตัวและลดช่องว่างความเสียเปรียบเดิมลงได้จนเกือบเท่าเทียมกับเด็กนอกเมือง โดยสัดส่วนของเด็กที่มีสมรรถภาพปอดต่ำกว่าเกณฑ์ในลอนดอนลดลงจาก 14% เหลือเพียง 8.8% ขณะที่การขยายตัวของความจุของปอดโดยรวมก็ปรับตัวดีขึ้นอย่างชัดเจนเช่นกัน
แม้ว่าการศึกษานี้จะไม่ใช่การทดลองทางการแพทย์ที่ควบคุมปัจจัยได้ทั้งหมด เนื่องจากมีเรื่องของสภาพแวดล้อมเฉพาะตัวและสถานการณ์โรคระบาดเข้ามาเกี่ยวด้วย แต่นักวิจัยชี้ว่าความเชื่อมโยงระหว่างปริมาณก๊าซจากควันรถที่ลดลง กับพัฒนาการปอดของเด็กที่ฟื้นตัวดีขึ้นในช่วงเวลาเดียวกันอย่างตรงไปตรงมา คือหลักฐานสำคัญที่ยืนยันว่า นโยบายการคมนาคมและการจัดสรรอากาศสะอาด ไม่ใช่แค่เรื่องของการจัดเก็บค่าธรรมเนียมหรือความสะดวกสบายบนท้องถนน แต่คือการลงทุนในสุขภาพระยะยาวของเด็กๆ อีกด้วย

COMMENTS ARE OFF THIS POST