READING

Eggshell Parenting: พ่อแม่ที่คาดเดาอารมณ์ไม่ได้ทำใ...

Eggshell Parenting: พ่อแม่ที่คาดเดาอารมณ์ไม่ได้ทำให้ลูกรู้สึกเหมือนเดินอยู่บนเปลือกไข่

Eggshell Parenting

เคยสังเกตไหมว่า เวลาที่ลูกต้องการจะเดินเข้ามาขอหรือพูดคุยอะไรสักอย่าง มักจะต้องคอยแอบมองสีหน้าท่าทางของคุณพ่อคุณแม่ก่อนเสมอ บางครั้งลูกเดินเข้ามาหา เหมือนอยากพูดอยากคุย แต่กลับเลือกที่จะเดินกลับไปเงียบๆ

นักจิตวิทยาเรียกพ่อแม่ที่ทำให้บรรยากาศในครอบครัวเป็นลักษณะนี้ว่า Eggshell Parenting ซึ่งมาจากสำนวน Walking on Eggshells หรือความรู้สึกเหมือนกำลังเดินอยู่บนเปลือกไข่ นั่นคือพ่อแม่ที่ทำให้ลูกรู้สึกไม่มั่นคง ไม่ปลอดภัย เพราะลูกไม่สามารถคาดเดาอารมณ์หรือจิตใจของคุณพ่อคุณแม่ได้ว่าวันนี้จะได้พบกับพ่อแม่ในเวอร์ชั่นไหน เช่น เคยตื่นสายแล้วคุณแม่ไม่ว่า แต่อีกวันตื่นสาย คุณแม่กลับโกรธและโวยวายเหมือนเป็นเรื่องใหญ่ หรือบางวันคุณพ่อเหนื่อยแล้วเงียบ แต่บางวันก็กลายเป็นคุณพ่อที่เอะอะโวยวายอย่างคาดเดาไม่ได้

นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตอธิบายว่า เด็กที่เติบโตในบ้านที่อารมณ์ของผู้ใหญ่เปลี่ยนแปลงได้โดยคาดเดาไม่ได้ ซึ่งเป็นลักษณะที่พบได้ใน Eggshell Parenting อาจเกิดภาวะ Hypervigilance หรือการตื่นตัวและคอยระวังสิ่งรอบตัวมากกว่าปกติ จนส่งผลต่อความมั่นใจ ความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง และสุขภาพจิตในระยะยาว

ดังนั้น หากคุณพ่อคุณแม่เคยเห็นว่าลูกต้องแอบมองสีหน้าพ่อแม่ก่อนเข้ามาพูดคุย ลูกเคยต้องรีบพูดขอโทษทั้งที่ยังไม่รู้ว่าตัวเองทำผิดอะไร หรือลูกเลือกเก็บความรู้สึกไว้เพราะกลัวการตอบสนองของคุณพ่อคุณแม่ และอีกหลายพฤติกรรมที่เป็นสัญญาณว่าเราควรจะลองสำรวจตัวเองแล้วว่า มีพฤติกรรมบางอย่างที่เข้าข่ายเป็นพ่อแม่ที่คาดเดาอารมณ์ไม่ได้ จะทำให้ลูกรู้สึกเหมือนเดินอยู่บนเปลือกไข่หรือเปล่า

1. ลูกคอยสังเกตอารมณ์พ่อแม่ ก่อนกล้าพูดในสิ่งที่ตัวเองรู้สึก

Eggshell_web_1

ลูกสามารถรับรู้อารมณ์ของคุณพ่อคุณแม่ได้จากสีหน้า น้ำเสียง หรือบรรยากาศภายในบ้าน แม้ผู้ใหญ่จะไม่ได้พูดอะไรออกมาตรงๆ ก็ตาม เมื่อลูกรู้สึกว่าอารมณ์ของพ่อแม่เปลี่ยนแปลงได้ง่าย หรือคาดเดาได้ยาก เขาอาจลังเลที่จะพูดความรู้สึกของตัวเอง เพราะไม่แน่ใจว่าคำพูดของตัวเองจะทำให้พ่อแม่ไม่พอใจหรือเปล่า เมื่อเกิดขึ้นซ้ำๆ ลูกอาจค่อยๆ เรียนรู้ที่จะเก็บความคิด ความกังวล หรือเรื่องราวที่อยากเล่าไว้กับตัวเอง และหันมาให้ความสำคัญกับการสังเกตอารมณ์ของผู้ใหญ่มากกว่าการสื่อสารความต้องการของตัวเอง จนทำให้การเปิดใจพูดคุยกับพ่อแม่เกิดขึ้นน้อยลงเรื่อยๆ

2. ลูกสับสนว่าคุณพ่อคุณแม่วันนี้จะมีอารมณ์แบบไหน

Eggshell_web_2

เด็กเรียนรู้กฎเกณฑ์ต่างๆ ผ่านความสม่ำเสมอของผู้ใหญ่ หากวันนี้ลูกทำพฤติกรรมหนึ่งแล้วพ่อแม่หัวเราะ แต่วันถัดมากลับถูกดุด้วยเรื่องเดียวกัน ลูกก็จะเริ่มสับสนว่า ตกลงอะไรคือสิ่งที่ทำได้ และอะไรคือสิ่งที่ไม่ควรทำ เมื่อกฎต่างๆ เปลี่ยนแปลงไปตามอารมณ์ของพ่อแม่ ลูกจึงไม่ได้เรียนรู้จากเหตุผลหรือหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน แต่กลับเรียนรู้ว่าการเดาอารมณ์ของพ่อแม่สำคัญกว่าการเข้าใจสิ่งที่ถูกหรือผิด สิ่งนี้อาจทำให้ลูกรู้สึกไม่มั่นคง และคอยกังวลอยู่เสมอว่า วันนี้ตัวเองจะเผลอทำอะไรที่ทำให้พ่อแม่ไม่พอใจหรือไม่

3. ลูกเริ่มเก็บทุกอย่างไว้คนเดียว

Eggshell_web_3

เด็กที่เติบโตในบ้านที่อารมณ์ของผู้ใหญ่คาดเดาได้ยาก มักไม่กล้าเล่าเรื่องที่ตัวเองทำผิด กำลังเสียใจ หรือกำลังเผชิญปัญหา เพราะกลัวว่าการพูดความจริงจะยิ่งทำให้พ่อแม่โกรธ ผิดหวัง หรือแสดงอารมณ์รุนแรงกว่าเดิม เมื่อเกิดขึ้นบ่อยครั้ง ลูกจึงค่อยๆ เลือกเก็บทุกอย่างไว้คนเดียว ไม่ใช่เพราะไม่ไว้ใจพ่อแม่ แต่เพราะกำลังปกป้องตัวเองจากปฏิกิริยาที่คาดเดาไม่ได้ ผลที่ตามมาคือ เมื่อโตขึ้น เด็กอาจรู้สึกว่าการขอความช่วยเหลือเป็นเรื่องยาก และเลือกแบกรับปัญหาไว้คนเดียว แม้ในวันที่ตัวเองต้องการใครสักคนมากที่สุดก็ตาม

4. เมื่อลูกโตขึ้น อาจกลายเป็นคนที่เอาใจคนอื่นมากเกินไป

Eggshell_web_4

เด็กที่คุ้นเคยกับการคอยรักษาอารมณ์ของพ่อแม่ มักเติบโตเป็นคนที่ไวต่อความรู้สึกของคนรอบตัว คอยสังเกตสีหน้า น้ำเสียง และพยายามหลีกเลี่ยงความขัดแย้งอยู่เสมอ บางคนไม่กล้าปฏิเสธ ไม่กล้าขอความช่วยเหลือ หรือยอมตามใจคนอื่น แม้ว่าตัวเองจะต้องลำบากก็ตาม

ไม่ใช่เพราะเป็นคนอ่อนแอ แต่เพราะสมองเคยเรียนรู้มาตั้งแต่เด็กว่า หากทำให้คนอื่นพอใจ ทุกอย่างจะสงบ และตัวเองจะปลอดภัยมากกว่า แม้ทักษะการเข้าใจความรู้สึกของผู้อื่นจะเป็นข้อดี แต่หากต้องแลกกับการละเลยความรู้สึกของตัวเองอยู่เสมอ ก็อาจส่งผลต่อความสัมพันธ์และสุขภาพจิตในระยะยาวได้เช่นกัน

5. ลูกไม่ได้ต้องการพ่อแม่ที่ไม่เคยโกรธ แต่ต้องการพ่อแม่ที่คาดเดาอารมณ์ได้

Eggshell_web_5

ความโกรธ ความเครียด หรือความเหนื่อยล้า เป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้กับคุณพ่อคุณแม่ทุกคน เด็กเองก็ไม่ได้คาดหวังให้ผู้ใหญ่ใจเย็นหรืออารมณ์ดีตลอดเวลา เพราะเขาเข้าใจได้ว่าทุกคนต่างก็มีวันที่เหนื่อยและผิดพลาด

แต่สิ่งที่ลูกต้องการมากกว่า คือการรู้ว่าแม้คุณพ่อคุณแม่จะโกรธ ก็ยังรับฟังเหตุผล ยังอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้น และยังรักลูกเหมือนเดิม หากวันไหนเผลอใช้อารมณ์ การกลับไปขอโทษ อธิบาย และซ่อมแซมความรู้สึกของลูกได้ สิ่งเหล่านี้เป็นแบบอย่างสำคัญที่สอนให้ลูกเรียนรู้ว่า ทุกคนสามารถทำผิดพลาดได้ และความสัมพันธ์ที่ดีไม่ใช่ความสัมพันธ์ที่ไม่มีปัญหา แต่คือความสัมพันธ์ที่พร้อมหันกลับมาซ่อมแซมกันเสมอเมื่อเกิดรอยร้าวนั่นเอง

 

อ่านบทความ: Gentle Parenting Backfire : เมื่อการ ‘เลี้ยงลูกเชิงบวก’ แบบสุดโต่ง กำลังสร้างแม่ที่ซึมเศร้า และลูกที่ควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้
อ้างอิง
mentalhealthcenterkids
parents
charliehealth

เป็นคุณแม่จำเป็นที่หลงรักความไร้เดียงสาของเด็กๆ รักสัตว์ ชอบดอกไม้ และเชื่อว่าความอ่อนโยนคือพลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกใบนี้

COMMENTS ARE OFF THIS POST