สีเป็นส่วนหนึ่งของการรับรู้ ที่เด็กๆ ใช้เรียนรู้และทำความเข้าใจสิ่งรอบตัว ตั้งแต่การเรียนรู้ชื่อสีและการจัดกลุ่มสี การอ่านแผนภูมิหรือสื่อการเรียน ไปจนถึงการแยกแยะสิ่งของและสัญลักษณ์ต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน การมองเห็นสีจึงไม่ได้มีความหมายเพียงการมองเห็นสีสวยงาม แต่ยังเกี่ยวข้องกับการตีความข้อมูลและการใช้ชีวิตอย่างปลอดภัยด้วย
แต่หากคุณพ่อคุณแม่เคยสังเกตความผิดปกติเล็กๆ น้อยๆ เช่น ลูกมักจะเลือกหยิบสิ่งของผิดสี ลูกเรียกสีหนึ่งเป็นอีกสีหนึ่ง หรือระบายสีสิ่งของไม่ตรงกับที่คนทั่วไปคุ้นเคย เช่น ลูกระบายรูปเมฆเป็นสีชมพู ระบายสีคนเป็นสีเขียว และต้นไม้มีใบเป็นสีน้ำตาล นั่นอาจเป็นสัญญานของภาวะ ตาบอดสีในเด็ก ซึ่งเกิดขึ้นในเด็กผู้ชายประมาณ 8 เปอร์เซ็นต์ และในเด็กหญิงประมาณ 0.4 เปอร์เซ็นต์ โดยส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากพันธุกรรมที่ถ่ายทอดผ่านโครโมโซม X จึงพบในเด็กผู้ชายมากกว่าเด็กผู้หญิงหลายเท่า หรืออาจจะเกิดจากโรคจอประสาทตาหรือเส้นประสาทตาก็เป็นไปได้เช่นกัน
แต่หากคุณพ่อคุณแมสังเกตอาการผิดปกติของลูกได้เร็วและสามารถรับมือได้อย่างถูกวิธี ก็จะช่วยให้ลูกที่มี ตาบอดสีในเด็ก ได้รับการส่งเสริมพัฒนาการที่เหมาะสม เพื่อให้สามารถเรียนรู้และใช้ชีวิตได้อย่างเต็มศักยภาพไม่ต่างจากเด็กทั่วไป
วิธีสังเกตตาบอดสีในเด็ก

1. หากลูกน้อยอายุเกิน 4 ขวบแต่ยังจดจำและบอกชื่อสีต่างๆ ไม่ถูกต้อง เลือกสิ่งของที่มีสีต่างกันไม่ได้ หรือระบายสีแตกต่างจากความเป็นจริง เช่น ระบายสีเมฆเป็นสีชมพู ระบายท้องฟ้าเป็นสีเขียว ระบายสีต้นไม้เป็นสีน้ำตาล เป็นต้น ซึ่งต้องไม่ใช่การระบายสีแบบนี้เพียงครั้งเดียวหรือเพื่อเล่นสนุก แต่เป็นการระบายสีผิดเพี้ยนในลักษณะเดิมซ้ำๆ
2. ทดสอบจากของใกล้ตัว ด้วยการลองให้ลูกจับคู่ถุงเท้า หยิบดินสอสีตามที่บอก หรือแยกลูกอมสีต่างๆ สังเกตว่าสับสนสีไหนบ่อยเป็นพิเศษ (มักเป็นเขียว-เหลือง-ส้ม-แดง)

3. คุยกับคุณครู ควรสอบถามว่าครูสังเกตเห็นอะไรผิดปกติเรื่องการใช้สีของลูกในห้องเรียนบ้างไหม เพราะคุณครูมักได้เห็นลูกทำกิจกรรมในห้องเรียนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องสีได้บ่อยกว่าตอนอยู่ที่บ้าน
4. ขั้นตอนสุดท้ายคือพาลูกไปตรวจ Ishihara Test เพื่อยืนยันผลอย่างเป็นทางการ การตรวจนี้ปลอดภัย ไม่ต้องเตรียมตัว และมักรวมอยู่ในการตรวจสายตาเด็กทั่วไปอยู่แล้ว
แนวทางการดูแลเบื้องต้นสำหรับพ่อแม่

1. ปรับสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมและปลอดภัยสำหรับลูก ตั้งแต่การใช้ข้อความและสัญลักษณ์แทนการใช้สี เช่น ลองเขียนชื่อสีติดไว้กับของใช้ในบ้าน เช่น กระเป๋า ชุดนักเรียน หรือของใช้ที่ต้องแยกตามสี หรือให้จัดวางของใช้ให้อยู่ในตำแหน่งที่แน่นอนเสมอ เช่น เสื้อผ้าแขวนเรียงตามลำดับที่แน่นอนทุกครั้ง เพื่อให้ลูกจำ ‘ตำแหน่ง’ แทน ‘สี’ ได้
2. หากเด็กที่มีภาวะตาบอดสีในขั้นที่ไม่รุนแรง สามารถลองให้ลูกฝึกสังเกตและทำแบบทดสอบซ้ำๆ และการสังเกตสิ่งแวดล้อมรอบตัวบ่อยๆ เช่น การให้ลูกเล่นเกมทายสีหรือจับคู่สีเป็นประจำที่บ้าน อาจช่วยให้ลูกแยกสีต่างๆ ได้ดีขึ้น

3. ต้องระมัดระวังเรื่องความปลอดภัยเป็นพิเศษ โดยเฉพาะการข้ามถนน ควรสอนลูกให้จำตำแหน่งไฟจราจรแทนการจดจำสี เช่น การจำแบบ บน-กลาง-ล่าง แทนการจำตามสีแดง เหลืองเขียว หรือการจำแบบขวา-กลาง-ซ้าย โดยให้ยึดไฟแดงอยู่ตำแหน่งขวามือสุดตามตำแหน่งพวงมาลัยนั่นเอง
4. สร้างความมั่นใจให้ลูกด้วยการไม่ตำหนิเมื่อลูกแยกสีผิด แต่ให้อธิบายเชิงบวกว่า “ไม่เป็นไร ลูกมองเห็นสีต่างจากคนอื่นนิดหน่อย เดี๋ยวเราช่วยกันจำวิธีอื่นแทน” เพื่อไม่ให้ลูกรู้สึกด้อยหรืออาย และนั่นจะช่วยส่งเสริมให้ลูกปรับตัวได้ง่ายขึ้น และกล้าที่จะขอความช่วยเหลือจากผู้อื่นได้โดยไม่ต้องปิดบัง

COMMENTS ARE OFF THIS POST