ทุกครั้งที่ส่งลูกเข้าโรงเรียน คุณพ่อคุณแม่อาจสบายใจว่าลูกปลอดภัย แต่ในความเป็นจริง บรรยากาศในสถานศึกษาอาจมีเรื่องราวที่ลูกไม่ได้เล่าให้ฟัง โดยเฉพาะปัญหาการบูลลี่ที่เป็นแผลทางจิตใจซ่อนอยู่ใกล้ตัว รายงานพิเศษจากข่าวเวิร์คพอยท์ได้รวบรวมสถิติน่าตกใจทั้งในไทยและระดับโลก เพื่อเตือนให้เราช่วยกันสังเกตและปกป้องลูกได้ทันเวลา
จากการสำรวจเด็กและเยาวชนไทย 41,944 คน โดยกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) พบว่าเยาวชนไทยสูงถึง 65.54% เคยถูกกลั่นแกล้ง โดย 83.35% เกิดขึ้นในสถานศึกษา และผู้กระทำถึง 73.53% คือเพื่อนรุ่นเดียวกัน รูปแบบที่พบบ่อยที่สุดคือการล้อชื่อพ่อแม่ (40.97%) วิจารณ์รูปลักษณ์ (37.95%) ประชิดตัวจนอึดอัด (30.38%) ทำร้ายร่างกาย (28.28%) และการดูถูกเหยียดหยาม (26.27%)
การถูกรังแกส่งผลรุนแรงต่อจิตใจ โดยทำให้เด็กรู้สึกอับอาย (61.53%) โกรธ (54.52%) และหมดพลัง (51.38%) ที่น่ากังวลที่สุดคือ มากกว่า 1 ใน 4 หรือ 29.03% มีความคิดอยากทำร้ายตัวเองหรือฆ่าตัวตายเพื่อหนีปัญหา รวมถึงยังทำให้เด็กขาดสมาธิ (18.2%) และไม่อยากไปโรงเรียน (15.73%) นอกจากนี้ คดีความผิดต่อชีวิตและร่างกายในเด็กและเยาวชนจากกรมพินิจฯ ก็เพิ่มสูงขึ้นถึง 3,870 คดี คิดเป็น 26.1% ของคดีทั้งหมด
ในระดับโลก สถิติพบว่า 1 ใน 3 ของผู้เรียนทั่วโลก (32%) เคยถูกบูลลี่ โดยเด็กชายมักโดนทำร้ายร่างกาย ส่วนเด็กหญิงมักโดนบูลลี่ทางจิตวิทยา และยังมีภัยคุกคามใหม่อย่าง ไซเบอร์บูลลี่ (Cyberbullying) ที่เด็กวัยเรียน 1 ใน 6 เคยเผชิญ รวมถึงการใช้ AI สร้างเนื้อหาคุกคามทางเพศเด็กที่เพิ่มขึ้นถึง 1,325% ซึ่ง 97% ของเหยื่อคือเด็กผู้หญิง ผลกระทบนี้ยังสะท้อนถึงการเรียน โดยโรงเรียนที่มีการบูลลี่สูง มีคะแนนสอบ PISA วิชาวิทยาศาสตร์ต่ำกว่าโรงเรียนที่ปลอดภัยถึง 47 คะแนน ซึ่งเท่ากับความก้าวหน้าทางการเรียนรู้หายไปเต็มๆ 1 ปีการศึกษา
ตัวเลขทั้งหมดนี้ยืนยันว่าการบูลลี่ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ลองใช้เวลาสั้นๆ หลังเลิกเรียนสังเกตพฤติกรรมลูก ชวนพูดคุย และสร้างพื้นที่ปลอดภัยในบ้านให้ลูกกล้าเล่าทุกเรื่อง เพื่อจับมือร่วมกับโรงเรียนในการปกป้องให้ลูกได้เติบโตอย่างมีความสุขในทุกๆ วัน

COMMENTS ARE OFF THIS POST