ข้อมูลจากศูนย์ความรู้นโยบายเด็กและครอบครัว (คิด ฟอร์ คิดส์) ระบุว่า เด็กไทยถึง 69.3% อาศัยอยู่ในครัวเรือนที่มีรายได้น้อย หรือเฉลี่ยไม่เกิน 282 บาทต่อคนต่อวัน และอีก 61% เติบโตในครอบครัวที่มีหนี้สิน สะท้อนให้เห็นว่าเด็กจำนวนมากกำลังเติบโตท่ามกลางข้อจำกัดทางเศรษฐกิจ ซึ่งอาจส่งผลต่อคุณภาพชีวิตและโอกาสในอนาคต
นอกจากปัญหาเศรษฐกิจแล้ว โครงสร้างครอบครัวไทยยังมีความเปราะบางมากขึ้น เด็กบางส่วนไม่ได้อาศัยอยู่กับพ่อแม่ แต่ต้องอยู่กับปู่ย่าตายายหรือญาติ ทำให้เกิดช่องว่างระหว่างวัย และขาดการดูแลอย่างใกล้ชิดในบางด้าน เมื่อบ้านไม่สามารถเป็นพื้นที่ปลอดภัยได้ เด็กจึงมีแนวโน้มหันไปหาที่พึ่งอื่น โดยสอดคล้องกับข้อมูล Youth Survey 2025 ของศูนย์นโยบายเด็กและครอบครัว (คิด ฟอร์ คิดส์) ที่พบว่า เยาวชน 52.3% มีการใช้สารเสพติดเพิ่มขึ้นในรอบปีที่ผ่านมา
ข้อมูลดังกล่าวถูกนำเสนอในเวทีประชุมสนทนาเชิงนโยบาย หัวข้อโอกาสและความท้าทายขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการขับเคลื่อนงานพัฒนาสุขภาวะเด็ก เยาวชน และครอบครัว ซึ่งจัดโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) โดยระบุว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญทั้งวิกฤตสังคมสูงวัย อัตราเด็กเกิดใหม่ลดลง และความเสี่ยงที่เด็กจะเติบโตอย่างไม่มีคุณภาพ หากไม่ได้รับการดูแลที่เหมาะสม
เมื่อครอบครัวมีความเปราะบาง ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจหรือโครงสร้าง ย่อมส่งผลกระทบต่อเด็กอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จึงจำเป็นต้องมีชุมชนเข้ามาทำหน้าที่เป็นตาข่ายรองรับ ช่วยดูแลในเบื้องต้น และเชื่อมต่อการช่วยเหลือไปยังภาครัฐ โดยที่ผ่านมา สสส. ร่วมกับภาคีเครือข่าย ได้ขับเคลื่อนแนวคิดชุมชนนำเพื่อพัฒนาระบบสนับสนุนครอบครัวในระดับพื้นที่ จนเกิดพื้นที่ต้นแบบใน 24 จังหวัด มีการบูรณาการความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน เช่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก สภาเด็กและเยาวชน และภาคประชาชน
อย่างไรก็ตาม แม้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะเป็นกลไกสำคัญ แต่ยังพบข้อจำกัดในการทำงานหลายด้าน ทั้งความไม่ชัดเจนของหน้าที่และอำนาจ ระเบียบการเงินที่ไม่ยืดหยุ่น และการขาดแคลนบุคลากรเฉพาะทาง เช่น นักสังคมสงเคราะห์ ทำให้การทำงานด้านเด็กและครอบครัวยังไม่เต็มประสิทธิภาพ
จากเวทีดังกล่าว จึงมีข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหา ได้แก่ การปรับตัวชี้วัดการทำงานให้เน้นผลลัพธ์ด้านเด็กมากขึ้น เช่น สุขภาพจิต โภชนาการ และการมีส่วนร่วมของเด็ก การปรับระเบียบงบประมาณให้รองรับงานเชิงป้องกัน การสนับสนุนโครงการสร้างพื้นที่เรียนรู้และดูแลสุขภาวะเด็กในชุมชน และการพัฒนาหลักสูตรนักสังคมสงเคราะห์ในระดับท้องถิ่น
ด้านกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นระบุว่า ข้อเสนอที่สามารถดำเนินการได้ทันที จะถูกนำไปจัดทำเป็นแผนปฏิบัติการในปีงบประมาณ 2569 ขณะที่บางประเด็นจะพัฒนาเป็นแผนระยะยาว เพื่อให้การทำงานด้านเด็ก เยาวชน และครอบครัวมีความต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า ปัญหาเด็กไทยในวันนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของครอบครัวใดครอบครัวหนึ่ง แต่เป็นภาพรวมระดับประเทศ ที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทั้งครอบครัว ชุมชน และภาครัฐ เพื่อให้เด็กไทยสามารถเติบโตได้อย่างมีคุณภาพในอนาคต

COMMENTS ARE OFF THIS POST