ความหมายที่แท้จริงของคำว่า บุคลิกภาพที่ดี ไม่ได้วัดจากลักษณะภายนอก รูปร่างหน้าตา ความกล้าแสดงออกหรือความสามารถในการเข้าสังคมเท่านั้น แต่ยังหมายถึงภาพรวมของความคิด อารมณ์ คำพูด และพฤติกรรมที่สะท้อนออกมาอย่างเหมาะสม เด็กที่มีบุคลิกภาพดีจึงหมายถึงเด็กที่รู้จักควบคุมอารมณ์ มีความมั่นใจพอดี เคารพตัวเอง ให้เกียรติผู้อื่น รับผิดชอบต่อการกระทำของตัวเอง และสามารถอยู่ร่วมกับคนรอบข้างได้
คุณพ่อคุณแม่หลายคนอาจเคยคิดว่าการ สอนลูกให้มีบุคลิกภาพดี เป็นเรื่องของการฝึกมารยาทหรือการเข้าสังคมเท่านั้น แต่ความจริงแล้วสิ่งที่อยู่เบื้องหลังบุคลิกภาพคือความมั่นใจในตัวเอง ความมั่นคงทางอารมณ์ และวิธีที่ลูกมองตัวเองและคนรอบข้าง ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากการสอนเพียงครั้งเดียว แต่ค่อยๆ สะสมจากประสบการณ์ในชีวิตประจำวัน
ดังนั้น การ สอนลูกให้มีบุคลิกภาพดี จึงไม่ใช่เรื่องไกลตัวหรือซับซ้อน แต่เริ่มได้จากเรื่องเล็กๆ ที่เกิดขึ้นทุกวัน ผ่านวิธีเลี้ยงดู คำพูด และบรรยากาศในบ้าน ที่ค่อยๆ หล่อหลอมให้ลูกเติบโตเป็นตัวของตัวเองอย่างมั่นใจ และอยู่ร่วมกับคนอื่นได้อย่างมีความสุขนั่นเอง
1. เป็นแบบอย่างที่ดีให้ลูกเห็น
เด็กเรียนรู้เรื่องบุคลิกภาพจากสิ่งที่เห็นมากกว่าสิ่งที่ฟังเสมอ คุณพ่อคุณแม่จึงควรเป็นต้นแบบสำคัญที่สุด ถ้าอยากให้ลูกเป็นคนสุภาพ ใจเย็น ซื่อสัตย์ หรือมีน้ำใจ สิ่งแรกที่ทำได้คือทำให้ลูกเห็นสิ่งเหล่านั้นในชีวิตจริง เช่น การพูดจานุ่มนวลกับคนในบ้าน การขอบคุณเมื่อมีคนช่วย การขอโทษเมื่อทำผิด หรือการให้เกียรติผู้อื่น ลูกจะค่อยๆ ซึมซับพฤติกรรมเหล่าได้โดยไม่ต้องสอน
รวมถึงวิธีที่คุณพ่อคุณแม่รับมือกับความเครียดก็สำคัญมาก ถ้าเวลามีปัญหาแล้วใช้อารมณ์ ตะโกน หรือโทษคนอื่น ลูกก็จะจำภาพนั้นไปใช้ แต่ถ้าลูกเห็นว่าผู้ใหญ่ตั้งสติ พูดคุยกันด้วยเหตุผล และค่อยๆ หาทางแก้ เด็กจะได้เรียนรู้ความนิ่งและความมั่นคงทางอารมณ์ไปด้วย ซึ่งเป็นพื้นฐานของบุคลิกภาพที่ดีในระยะยาว
2. สร้างรากฐานนิสัย ที่สะท้อนเป็นบุคลิกภาพ
บุคลิกภาพที่ดีไม่ได้อยู่แค่ท่าทางภายนอก แต่มาจากคุณค่าภายในอีกด้วย เช่น ความเมตตา ความเคารพ ความรับผิดชอบ และความซื่อสัตย์ เด็กที่มีพื้นฐานแบบนี้มักทำให้คนรอบตัวรู้สึกสบายใจและอยากอยู่ใกล้ คุณพ่อคุณแม่สามารถเริ่มสอนได้จากเรื่องง่ายๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น สอนให้ลูกแบ่งของเล่น ช่วยถือของ หรือถามไถ่เมื่อเห็นคนอื่นไม่สบายใจ เรื่องเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้จะค่อยๆ ปลูกฝังความเมตตา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของบุคลิกภาพที่ทำให้คนรอบตัวรู้สึกสบายใจเมื่อได้อยู่ด้วย
3. เข้าใจอารมณ์ตัวเอง และอยู่กับคนอื่นได้ดี
เด็กที่มีบุคลิกภาพดี มักเป็นเด็กที่เริ่มเข้าใจความรู้สึกของตัวเอง และมองเห็นความรู้สึกของคนอื่นไปพร้อมกัน ความเข้าใจแบบนี้จะค่อยๆ แสดงออกมาเป็นการสื่อสารที่น่าฟัง การวางตัวที่พอดี และการอยู่ร่วมกับคนอื่นได้อย่างสบายใจ
คุณพ่อคุณแม่อาจเริ่มจากเรื่องง่ายๆ อย่างช่วยลูกเรียกชื่อความรู้สึกของตัวเอง เช่น ตอนนี้ลูกกำลังโกรธอยู่ใช่ไหม หรือวันนี้มีอะไรทำให้รู้สึกเสียใจหรือเปล่า เมื่อเด็กเริ่มเข้าใจอารมณ์ของตัวเอง ก็จะค่อยๆ ควบคุมการแสดงออกได้ดีขึ้น ซึ่งสิ่งนี้เองที่สะท้อนออกมาเป็นบุคลิกภาพที่ดูนิ่ง มั่นคง และเป็นคนที่ใครก็อยากอยู่ใกล้
4. สร้างความมั่นใจและความเป็นตัวของตัวเอง
ความมั่นใจเป็นส่วนสำคัญของบุคลิกภาพที่ดี แต่ความมั่นใจจริงๆ ไม่ได้เกิดจากคำชมอย่างเดียว แต่เกิดจากการที่ลูกรู้สึกว่าตัวเองทำได้ และเห็นคุณค่าของตัวเอง
คุณพ่อคุณแม่อาจเริ่มจากการเปิดโอกาสให้ลูกได้ลองทำสิ่งต่างๆ ด้วยตัวเองตามวัย เช่น เลือกเสื้อผ้า ตัดสินใจเรื่องเล็กๆ วางแผนกิจกรรม หรือแก้ปัญหาง่ายๆ ถึงแม้ช่วงแรกจะยังทำได้ไม่ดี แต่ทุกครั้งที่ได้ลอง ลูกจะค่อยๆ เรียนรู้ว่าความผิดพลาดไม่ได้น่ากลัว และตัวเองสามารถพัฒนาได้
นอกจากนี้ การชื่นชมลูกควรเน้นไปที่ความพยายาม ความรับผิดชอบ และการไม่ยอมแพ้ มากกว่าชมแค่ผลลัพธ์ เช่น แทนที่จะบอกว่าเก่งมากที่ได้ที่หนึ่ง อาจบอกว่าแม่ภูมิใจที่ลูกตั้งใจซ้อมมาก การชมแบบนี้จะช่วยให้ลูกเห็นคุณค่าในตัวเองมากขึ้น เมื่อลูกรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า ก็จะมีความมั่นใจในตัวเอง ไม่โอ้อวด และไม่หวั่นไหวง่ายกับคำวิจารณ์ของคนอื่น ซึ่งทั้งหมดนี้จะค่อยๆ สะท้อนออกมาเป็นบุคลิกภาพที่มั่นใจ แต่นุ่มนวล และอยู่ด้วยแล้วสบายใจ
5. ใช้วิธีสื่อสารที่ส่งเสริมบุคลิกภาพ
คำพูดจากคนใกล้ชิดมีผลต่อภาพที่ลูกมองตัวเองมาก ถ้าลูกได้ยินคำตำหนิติเตียนบ่อยๆ เช่น ขี้อาย ดื้อ ซุ่มซ่าม หรือเป็นเด็กไม่ดี ลูกอาจเชื่อว่าตัวเองเป็นแบบนั้นจริง และแสดงออกตามพฤติกรรมนั้นโดยไม่รู้ตัว จนค่อยๆ กลายเป็นส่วนหนึ่งของบุคลิกภาพไปด้วย
ดังนั้น การสื่อสารที่ช่วยส่งเสริมบุคลิกภาพจึงควรเน้นที่พฤติกรรมมากกว่าการตัดสินตัวตน เช่น แทนที่จะพูดว่าลูกดื้อ อาจพูดว่าตอนนี้ลูกยังไม่ทำตามข้อตกลงนะ วิธีนี้ทำให้เด็กรู้ว่าพฤติกรรมเปลี่ยนได้ และค่อยๆ มองตัวเองในแง่ที่ดีขึ้น

COMMENTS ARE OFF THIS POST