READING

INTERVIEW: คุยกับคุณพิงค์—ธิยานันท์ กมลกุลวิศิษฐ์ ...

INTERVIEW: คุยกับคุณพิงค์—ธิยานันท์ กมลกุลวิศิษฐ์ เพราะการที่ลูกได้อยู่กับแม่ คือความสมบูรณ์ที่สุดในชีวิตของลูก

แม่พิ้งน้องแพนเตอร์

ในโลกของการเป็นแม่ ไม่มีสูตรสำเร็จชุดไหนที่สามารถใช้ได้กับทุกคน บางคนอาจเดินทางตามกรอบแผนที่ตัวเองวางเอาไว้ ขณะที่บางคนต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายของชีวิตที่ถาโถมเข้ามาพร้อมกัน แต่สิ่งหนึ่งที่เชื่อมโยงหัวใจของคนเป็นแม่ทุกคนไว้ด้วยกันคือความรักและอยากมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้แก่ลูกน้อย

เราอยากชวนทุกคนมาคุยกับคุณแม่พิงค์—ธิยานันท์ กมลกุลวิศิษฐ์ ในฐานะคุณแม่คนเก่งที่ไม่เพียงต้องรับบทบาทแม่เลี้ยงเดี่ยวของน้องแพนเตอร์—ลูกชายวัย 4 ขวบครึ่ง  แต่ยังเป็นคุณแม่ผู้กำลังต่อสู้กับโรคมะเร็งระยะสุดท้ายอย่างเข้มแข็ง ท่ามกลางบททดสอบชีวิตที่หนักหนา คุณพิงค์กลับถ่ายทอดเรื่องราวของเธอด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยพลัง ความเข้าใจในโลก และหัวใจที่เปี่ยมไปด้วยความรักที่มีต่อลูกชาย

เบื้องหลังการเดินทางของคุณพิงค์และน้องแพนเตอร์ ไม่ใช่เรื่องราวของความสมบูรณ์แบบในสายตาคนอื่น แต่คือเรื่องราวของการเรียนรู้ การก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเอง และการเป็นคุณแม่ที่ทำทุกอย่างเพื่อสร้างพื้นที่ปลอดภัยและความทรงจำอันทรงคุณค่า ซึ่งจะติดตัวเด็กชายคนหนึ่งไปตลอดชีวิต ไม่ว่าวันข้างหน้าชีวิตจะพาเขาเดินทางไปทิศทางใดก็ตาม

ก่อนอื่นอยากชวนแนะนำตัวเองให้ผู้อ่านรู้จักกันสักนิดว่าตอนนี้ทำอะไรอยู่บ้าง

ตอนนี้ทำหลายอย่างเลยค่ะ อะไรที่เป็นรายได้เราทำหมดเลย ทั้งทำคลิป ทำช่อง TikTok ทำทัวร์ ขายของ นำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ และรับรับหิ้วของจากต่างประเทศ เพราะเราต้องดูแลตัวเองและหาเงินรักษาโรคมะเร็งไปด้วยค่ะ

พอจะเล่าถึงเรื่องสุขภาพในตอนนี้ให้ฟังได้ไหม

เมื่อประมาณ 4 เดือนที่แล้ว ช่วงประมาณต้นปี ผลตรวจพบว่ามะเร็งมันลามจากเต้านมข้างขวาที่เคยรักษาอยู่ (และยังรักษาไม่จบ) ไปเจอที่เต้านมอีกข้างคือข้างซ้ายค่ะ แล้วตอนนี้ก็ยังให้ยาบางตัวไม่ได้ เพราะมะเร็งลามไปหลายจุด ทั้งกระดูกและปอด ต้องรักษาในส่วนของกระดูกควบคู่กันไปก่อนค่ะ

พอต้องดูแลทั้งสุขภาพของตัวเองและดูแลลูกไปด้วย มีการวางแผนการใช้ชีวิตและการเรียนของน้องแพนเตอร์ไว้อย่างไร

หลักๆ ตอนนี้เราทำงานออนไลน์เป็นหลักค่ะเพราะไม่มีคนช่วยเลี้ยง และไม่ได้ให้น้องเข้าโรงเรียนตามระบบ แต่ใช้การทำโฮมสกูล (Homeschool) พอเราทำทัวร์ เดินทางไปต่างประเทศเพื่อเอาสินค้าเข้ามาขาย เราก็พาน้องเดินทางไปด้วยทุกที่เลย ใช้การเดินทางเป็นการเก็บร่องรอยการเรียนรู้ ให้เขาเรียนรู้ผ่านการใช้ชีวิตจริง ไม่ได้เน้นแค่ ก ไก่ ข ไข่ หรือ ABC แต่เน้นการใช้ชีวิตเป็นหลัก เช่น ฝึกสั่งอาหารเอง ล้างจาน ช่วยเหลือตัวเอง ไม่กลัวความมืด เราเน้นให้เขารู้จักการดูแลตัวเองให้ได้มากที่สุด เพราะวันหนึ่งที่เราไม่อยู่ เขาจะได้อยู่ร่วมกับคนอื่นได้โดยไม่ลำบาก ได้เรียนรู้เร็วขึ้น ส่วนเรื่องเข้าโรงเรียนในอนาคตก็วางแผนไว้ว่าพอโตกว่านี้ค่อยว่ากันอีกทีค่ะ

สไตล์การเลี้ยงลูกของคุณเป็นอย่างไรบ้าง

ตอนนี้ก็พยายามส่งเสริมและค้นหาศักยภาพในตัวเขา เช่น พาไปเรียนว่ายน้ำ เต้น เทควันโด เพราะอยากให้เขาค้นพบตัวเองให้เจอโดยเร็ว อย่างน้อยวันหนึ่งถ้าไม่มีเรา เราจะได้บอกกับมูลนิธิหรือคนที่เข้ามาช่วยเหลือเขาได้ถูกทางว่า สิ่งที่เด็กคนนี้สนใจคืออะไร ให้เขาได้ผลักดันต่อ ไม่ต้องเริ่มจากศูนย์

ส่วนเรื่องการเลี้ยงดูในอนาคต ตอนนี้เราส่งเขามาได้ครึ่งทางแล้ว ก็อยากให้คนที่มาดูแลเขาต่อช่วยส่งเขาให้สุดทางค่ะ แต่เราคาดเดาไม่ได้เลยว่าคนที่จะเข้ามาดูแลเขาจะเป็นแบบไหน ย้อนไปเมื่อ 2 ปีก่อน ตอนที่เราแย่ที่สุด ร่างกายทรุดหนักที่สุด มีหลายคนเลยคะที่ติดต่อขอเข้ามาอุปการะเลี้ยงดูน้องแพนเตอร์ แต่ตอนนั้นพิงค์ตอบปฏิเสธไป เพราะเรารู้สึกว่า ณ วันนั้น เรายังไหว ยังพาน้องไปต่อได้ แม้แรงจะไม่ค่อยมีก็ตาม

นอกจากเรื่องการเรียนรู้แล้ว น้องแพนเตอร์มีมุมหรือบุคลิกเฉพาะตัวอย่างไรบ้างที่คุณพิงค์ต้องคอยปรับรับมือไปด้วยกัน

เขายังมีมุมยึดติดกับความสมบูรณ์แบบอยู่พอสมควร เวลาทำกิจกรรมอะไรแล้วรู้สึกว่าทำได้ไม่ดี เช่น วาดรูปแล้วออกนอกเส้นไปนิดเดียว เขาจะหงุดหงิดแล้วฉีกกระดาษทิ้งทันที โดยไม่ยอมลบ ไม่ยอมแก้ไข แล้วต้องเริ่มใหม่ทั้งหมด พอลองทำใหม่แล้วเหนื่อยหรือยังไม่ได้ดั่งใจ เขาก็จะเริ่มงอแงและหงุดหงิดใส่เรา ตอนนี้เราเลยพยายามปรับอารมณ์เขาด้วยการเบี่ยงเบนไปทางกิจกรรมสายกีฬา พาลูกไปเล่นเทควันโด ว่ายน้ำ ให้เขาได้ปลดปล่อยพลังที่มีเยอะมากๆ ในตัว พอได้เล่นกีฬาและใช้พลังงานเต็มที่ เขาก็ผ่อนคลายขึ้น แต่กลับมาบ้านก็ยังเอาท่าเทควันโดมาเล่นซ้อมกับแม่จนน่วมไปทั้งตัว (หัวเราะ) การเลี้ยงเด็กคนหนึ่งมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แต่ก็ทำให้เราได้เรียนรู้และเติบโตไปพร้อมกับเขาในทุกๆ วันค่ะ

เคยมีคนบอกว่าทำไมไม่เอาลูกไปให้คนที่มีความพร้อมเลี้ยงดูคงจะดีกว่า แต่สำหรับพิงค์ เชื่อว่าคนที่ดีที่สุดสำหรับลูก ยังไงก็คือเรา ถึงเราจะไม่ได้รวย ไม่ได้มีตระกูลหรูหรา แต่การที่ลูกได้อยู่กับแม่ มันคือความสมบูรณ์ที่สุดแล้ว

อะไรคือสิ่งที่ทำให้มั่นใจว่าไม่มีสิ่งไหนดีไปกว่าการได้อยู่เคียงข้างลูกด้วยตัวเอง

เคยมีคนบอกว่าทำไมไม่เอาลูกไปให้คนที่มีความพร้อมเลี้ยงดูคงจะดีกว่า แต่สำหรับพิงค์ เชื่อว่าคนที่ดีที่สุดสำหรับลูก ยังไงก็คือเรา ถึงเราจะไม่ได้รวย ไม่ได้มีตระกูลหรูหรา แต่การที่ลูกได้อยู่กับแม่ มันคือความสมบูรณ์ที่สุดแล้ว แม่คือครอบครัวของลูกจริงๆ ถ้าวันหนึ่งในอนาคตมันใกล้ถึงเวลาจริงๆ ร่างกายเราคงส่งสัญญาณบอกเอง ถึงตอนนั้นคงค่อยมานั่งคิดและวางแผนกันอีกทีว่าต้องจัดการอย่างไร ตอนนี้เลยไม่กล้าวางแผนอนาคตไกลๆ ให้เครียด ใช้ชีวิตอยู่กับปัจจุบัน อยู่ด้วยกันให้มีความสุขที่สุดก่อน

ตอนนั้นคิดว่าเราคงดูแลใครไม่ได้ เพราะชีวิตเราเคยผูกติดอยู่กับความรักแบบชายหญิง เราเป็นเด็กกำพร้า ไม่มีครอบครัว มองภาพไม่ออกว่าความรักรูปแบบอื่นเป็นยังไง แต่พอมีลูกเข้ามา มันทำให้เราเข้าใจว่า นี่คือความรักจริงๆ และเขากลายเป็นครอบครัวคนแรกในชีวิตเรา

ก่อนหน้าที่จะมาเป็นแม่ เคยจินตนาการภาพตัวเองในบทบาทนี้ไว้อย่างไรบ้าง

บอกตามตรงว่าไม่เคยคิดเลยค่ะ (หัวเราะ) เพราะช่วงอายุ 20 กว่าๆ เคยพยายามมีลูก แต่สูญเสียตั้งแต่ในครรภ์ไปทั้งสองคนเลย ก็คิดว่าคงไม่มีโอกาสได้ตั้งครรภ์อีกแล้ว พอมารู้ตัวอีกทีตอนอายุเข้าเลข 3 แล้วมามีแพนเตอร์ มันเป็นจังหวะที่ไม่ทันตั้งตัว ตอนนั้นเองก็แยกทางกับพ่อของแพนเตอร์แล้ว แต่ในใจลึกๆ ก็คิดว่าน้องน่าจะไม่แข็งแรง เพราะสองครรภ์ที่ผ่านมาเราดูแลอย่างดีมากแต่ก็ผิดหวัง แต่ครรภ์นี้เราแทบไม่ได้บำรุงอะไรเลยแต่เขากลับแข็งแรงมาก

วันที่รู้ว่ามีเขาก็ยังรู้สึกงงๆ ว่าเราเป็นแม่แล้วเหรอ แล้วมันเป็นจังหวะชีวิตที่ตอนนั้นโดนโกงเงิน เจอโควิด เลิกกับแฟน ตอนนั้นคิดว่าเราคงดูแลใครไม่ได้ เพราะชีวิตเราเคยผูกติดอยู่กับความรักแบบชายหญิง เราเป็นเด็กกำพร้า ไม่มีครอบครัว มองภาพไม่ออกว่าความรักรูปแบบอื่นเป็นยังไง แต่พอมีลูกเข้ามา มันทำให้เราเข้าใจว่า นี่คือความรักจริงๆ และเขากลายเป็นครอบครัวคนแรกในชีวิตเรา

เห็นว่าชีวิตตอนเด็กสู้มาเยอะมาก เล่าให้ฟังหน่อยได้ไหมว่าผ่านช่วงเวลานั้นมาอย่างไร

พิงค์เป็นเด็กกำพร้ามาตั้งแต่ 12 ขวบ ทั้งพ่อและแม่เสียหมด ไม่มีพี่น้องหรือญาติที่ไหนเลย ตอนนั้นมีป้าซึ่งเป็นพี่สาวของแม่ เขาก็บอกตั้งแต่ในงานศพแม่เลยว่าเขาไม่พร้อมจะดูแลใครนะ เขามีลูกของเขา เขาส่งเราเรียนไม่ได้ แต่เขาอยู่กรุงเทพฯ เหมือนกัน เราเข้าบ้านไปอาศัยอาบน้ำได้ แต่ไม่ได้มีที่นอนเป็นชิ้นเป็นอันให้ เราก็ต้องเอาตัวรอดเอง

ตอนนั้นแถวนั้นมีร้านเกมแบบหยอดเหรียญ ส่วนตัวเราชอบเล่นเกมอยู่แล้ว ก็เลยไปช่วยเฝ้าร้านเกม ได้ค่าจ้างวันละ 50 บาท ซึ่งก็อยู่ได้เพราะตอนสมัยนั้นข้าวจานละ 20 บาทเอง เราก็นอนอยู่บนโซฟาร้านเกมอย่างนั้น 2 วันกลับบ้านไปอาบน้ำที แล้วก็ไปทำงานต่อ

พออายุสัก 14-15 ปี เริ่มนั่งรถเมล์เป็น เริ่มเรียนรู้ชีวิตมากขึ้น ก็ไปเดินดูตามร้านอาหารในตลาด ขอเขาทำงานหลังครัว ทอดข้าวเกรียบ ล้างจาน ได้วันละ 150 บาท ได้ทิปต่างหาก พอเริ่มเก็บเงินได้สัก 2-3 พัน ก็ลองไปสมัครงานตามห้าง ร้านขายซีดีเถื่อน (หัวเราะ) เพราะเราชอบดูหนัง และเราอ่านภาษาอังกฤษได้มาจากการเล่นเกม พออายุ 16-17 เพื่อนรุ่นเดียวกันเริ่มจบ ม.ปลาย ไปฝึกงาน เราก็ขอให้เพื่อนช่วยฝากงานในห้างให้ ตอนนั้นดีใจมากที่มีชุดยูนิฟอร์มใส่

พอเวลาผ่านไปเรื่อยๆ ก็เริ่มมียุคเกมออนไลน์ เราไปสมัครเป็นแอดมินเพจ เพราะเราพิมพ์ไวมาก ตอบภาษาไทย-อังกฤษได้หมด รับงานฟรีแลนซ์แอดมิน คอยตอบลูกค้า รับงานซ้อน 3-4 เจ้า คุมเพจให้ครบ 24 ชั่วโมง ใช้ชีวิตแบบงีบเอา ตั้งนาฬิกาปลุกทุกครึ่งชั่วโมงเพื่อตื่นมาตอบลูกค้า ทำอย่างนั้นอยู่ 2 ปี จนมีเงินเก็บประมาณหลักแสนโดยที่ไม่เคยไปไหนเลย กินแค่ข้าวกล่องอุ่นร้อนจากร้านสะดวกซื้อ ไส้กรอก ซึ่งนี่อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เราป่วยเป็นมะเร็งด้วยก็ได้เพราะพักผ่อนน้อยมาก

แล้วจากแอดมินเพจ กลายมาเป็นแม่ค้ารับหิ้วของต่างประเทศได้อย่างไร

พอทำแอดมินอยู่ 2 ปี มีเงินเก็บหลักแสน แต่ไม่ได้ใช้เงินเลย รู้สึกว่าจะมีเงินไปทำไม เราตัวคนเดียว ไม่ได้อยากได้บ้าน ได้รถ ไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไร ก็เลยตัดสินใจลาออกจากทุกงานมานอนดูซีรีส์เกาหลีแล้วก็รู้สึกอยากไปเที่ยว พอบินไปถึงก็ถ่ายรูปโพสต์ลงเฟซบุ๊ก เพื่อนๆ ในเฟซเห็นก็บอกว่า “อยากได้อันนี้ ฝากซื้อหน่อย” เราก็บวกราคาสินค้าชิ้นละ 20-50 บาท โดยที่ไม่รู้เลยว่าสิ่งนี้เรียกว่ารับหิ้ว แค่คิดว่าไหนๆ เราก็เดินเที่ยวผ่านอยู่แล้ว ปรากฏว่าพอกลับไทยมา เช็กเงินในบัญชี ทำไมเงินมันเพิ่ม ทั้งที่จ่ายค่าตั๋ว ค่ากินเที่ยวไปแล้ว มันได้กำไรซะงั้น

พอเห็นโอกาส ก็เลยเริ่มทำจริงจัง รอบต่อไปเอากระเป๋าเดินทางใบเปล่าไปเลย ไม่ใส่เสื้อผ้าไป โพสต์บอกในกลุ่มเฟซบุ๊กว่ามีรอบบินนะ ปรากฏว่าบินกลับมาได้เงินกำไรมาหลายหมื่นบาท หลังจากนั้นก็เลยทำเป็นอาชีพหลัก และกลายเป็นแม่ค้าคนรับหิ้วโดยไม่รู้ตัว จนกระทั่งเจอโควิดทุกอย่างเลยหยุดไปค่ะ

พอต้นปีนี้ที่ผ่านมานี้พาลูกไปเที่ยว ก็เลยกลับมารับหิ้วสินค้าอีกครั้ง ลูกก็ช่วยถือของ ง่วงก็นอนบนรถเข็น บางทีไป 10 วัน ได้เที่ยววันเดียว แต่ลูกก็แฮปปี้ ได้หมุนตู้กาชาปอง ได้เห็นโลกกว้าง ได้เรียนรู้ ตอนนี้เขา 4 ขวยแต่สามารถแยกแยะภาษา แยกแยะตัวหนังสือจีน ญี่ปุ่น เกาหลี ออกได้ ซึ่งบางทีเรายังแยกไม่ค่อยออกเลย

อะไรคือจุดเปลี่ยนที่ทำให้กล้าก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ ของตัวเองมาทำอะไรมากมายขนาดนี้

จุดเปลี่ยนสำคัญคือคำว่าแม่และการเจ็บป่วย ตัวพิงค์เองไม่ได้เรียนหนังสือ จบแค่ ป.6 ไม่ได้เข้ามัธยม เคยคิดว่าตัวเองไม่มีความรู้ ชีวิตคงทำได้แค่งานรับจ้าง ขายของตามตลาดทั่วไปเหมือนตอนวัยรุ่น แต่พอวันหนึ่งเราเป็นแม่ แล้วเราป่วย ต้องใช้เงินมหาศาล จากคนที่ไม่ค่อยพูด ไม่ยุ่งกับใคร วันหนึ่งลองหยิบกล้องขึ้นมา นั่งถ่ายวิดีโอ พูดในสิ่งที่ไม่เคยทำ มันก้าวข้ามขีดจำกัดตัวเองไปหมดเลย วันนี้เราเป็นทั้งคนรู้จักในโซเชียลฯ ทำทัวร์ เดินทางต่างประเทศ ทำได้หลายอาชีพมากในคนๆ เดียว เรายังภูมิใจในตัวเองทุกวันนี้ว่าเราทำได้เยอะขนาดนี้เลยเหรอ ตกใจเหมือนกันค่ะ

คุณพิงค์มีวิธีพูดคุยหรืออธิบายเรื่องอาการป่วยให้น้องแพนเตอร์ฟังอย่างไรบ้าง

พิงค์ป่วยตั้งแต่ตอนเขาอายุได้ 8 เดือน พาน้องไปโรงพยาบาลด้วยตลอด อุ้มเขาขึ้นรถไฟไปรอคิวตั้งแต่ตีสี่ ตีห้า พอถึงคิวเราเข้าห้องฉายรังสีซึ่งห้ามเด็กเข้า ก็ต้องฝากพี่พยาบาลช่วยดู พอน้องเริ่มโตและพูดได้ เขาจะรู้ลำดับขั้นตอนเองว่าทุกเดือนแม่ต้องไปหาหมอ ต้องเตรียมกระเป๋าของเล่นไปนะ ต้องไปอยู่กับพี่พยาบาลก่อนนะ

มีครั้งหนึ่งลองอัดคลิปถามเขาเล่นๆ ว่า “รู้ไหมแม่ไปไหนมา” เขาตอบว่า “ไปโรงพยาบาล ไปหาคุณหมอ” พอถามว่าแม่เป็นอะไร เขาก็บอกว่า “แม่เป็นมะเร็ง” แล้วเราก็ถามต่อว่ารู้จักไหมว่ามะเร็งคืออะไร เขาก็ตอบตามภาษาเด็ก 3 ขวบครึ่งว่า “เดี๋ยวแม่ก็ตาย… แต่แม่จะหายนะ แต่แม่คงอยู่ได้ไม่นาน” ตอนนั้นเราตกใจมาก ไม่รู้เขาไปฟังใครมา

แต่ทุกวันนี้เวลาร่างกายเราซบเซาหรือมีแผล อุ้มเขาไม่ไหว เขาก็จะบอกว่า “แม่ไม่สบายใช่ไหม กินยาหรือยัง เดี๋ยวถือกระเป๋าให้ แม่ไม่ต้องถืออะไรเลย” คอยถามว่ากินน้ำไหม กลายเป็นเพื่อนและคนที่คอยดูแลเราแทนค่ะ

คนอื่นอาจจะคาดหวังให้ลูกเรียนสูงๆ จบมาจะได้มีเงินเดือนดีๆ เลี้ยงดูพ่อแม่ได้ แต่พิงค์คิดแค่ว่า อยากอยู่ด้วยกันไปนานๆ อยากเห็นเขากินอิ่ม นอนหลับ ได้เที่ยว ได้ใช้ชีวิต การที่เราทุ่มเทซื้อของเล่น เสื้อผ้า หรือทำทุกอย่างให้กับเด็กคนหนึ่ง มันคือการให้โดยไม่หวังผลตอบแทน และพิงค์เชื่อว่าถ้าเราให้ความรักกับเขาอย่างเต็มที่ เขาก็จะรักและมอบหัวใจให้เรากลับคืนมาด้วยความสมัครใจของเขาเอง

สำหรับการเลี้ยงลูกคนเดียว มีมุมมองต่อคำว่า ‘ครอบครัว’ อย่างไร

สำหรับพิงค์ คำว่าครอบครัวไม่จำเป็นต้องมีรูปแบบที่ตายตัว ตอนนี้แพนเตอร์เข้าใจว่าแม่คือทุกอย่างของเขา เวลาเห็นเพื่อนเราใส่แว่น เขาก็จะเรียกว่าปะป๊า พอลองถามว่าทำไมเรียกคนนี้ว่าปะป๊า เขาบอกว่าเพราะในนิทานหรือการ์ตูน ผู้ชายใส่แว่นจะเป็นปะป๊า (หัวเราะ) คำว่าปะป๊าสำหรับเขาเลยไม่ใช่ผู้ให้กำเนิด แต่คือผู้ชายใส่แว่นที่อยู่ข้างๆ แม่ แต่เราก็ไม่ได้ไปแก้ไขความเข้าใจของเขานะ ปล่อยให้เขาเรียนรู้ตามวัย

คนอื่นอาจจะคาดหวังให้ลูกเรียนสูงๆ จบมาจะได้มีเงินเดือนดีๆ เลี้ยงดูพ่อแม่ได้ แต่พิงค์คิดแค่ว่า อยากอยู่ด้วยกันไปนานๆ อยากเห็นเขากินอิ่ม นอนหลับ ได้เที่ยว ได้ใช้ชีวิต การที่เราทุ่มเทซื้อของเล่น เสื้อผ้า หรือทำทุกอย่างให้กับเด็กคนหนึ่ง มันคือการให้โดยไม่หวังผลตอบแทน และพิงค์เชื่อว่าถ้าเราให้ความรักกับเขาอย่างเต็มที่ เขาก็จะรักและมอบหัวใจให้เรากลับคืนมาด้วยความสมัครใจของเขาเอง

หากมีคุณแม่ที่กำลังป่วยหรือเผชิญอุปสรรคหนักหนาในชีวิตได้อ่านบทความนี้ อยากบอกอะไรกับพวกเขาบ้าง

อันนี้ขอยกตัวอย่างชีวิตของพิงค์เอง ด้วยความที่เราป่วย ไม่ว่าจะเป็นหมอหรือคนรอบตัวมักจะบอกว่าเราให้พักผ่อนเยอะๆ แต่จุดเปลี่ยนของพิงค์คือ ตอนลูก 3 ขวบแล้วยังไม่ยอมพูด เพราะเรามัวแต่ยื่นของเล่นให้ จนคิดได้ว่าถ้าเราเอาแต่นอนพักผ่อนเยอะๆ ตามที่หมอบอก แล้วอีกหนึ่งชีวิตที่อยู่ข้างๆ เราล่ะ เขาจะเติบโตมาแบบไหน เราต้องยอมเสียสละ คอยผลักดันเขา คนเป็นแม่ทุกคนต้องเอาตัวรอดให้ได้ สุดท้ายทุกคนก็ต้องใช้ชีวิตต่อไป

มีหลายครั้งที่มีคนเสนอความช่วยเหลือเรื่องเงินบริจาค แต่ถ้ามันยังไม่ถึงที่สุดจริงๆ พิงค์เลือกที่จะปฏิเสธ เพราะพิงค์มองว่า สุดท้ายแล้วคนที่ต้องเติบโตและใช้ชีวิตต่อไปในสังคมคือลูก สมมติว่าในเงิน 1,000 บาท มันอาจเป็นเงินที่เราทำงานหามาเอง 800 บาท และเป็นเงินบริจาค 200 บาท แต่ในสายตาของคนนอกที่มองเข้ามา เขาจะอาจจะเหมาว่าเงินที่เราใช้ทั้งหมดคือเงินบริจาคทันที เวลาที่เราพาลูกไปกินอาหารอร่อยๆ พาลูกไปเที่ยว หรือใช้ชีวิตกินดีอยู่ดีขึ้นมานิดหน่อย คนก็พร้อมจะตัดสินและตั้งคำถามทันทีว่าทำไมรับเงินช่วยเหลือแล้วยังใช้ชีวิตสุขสบายได้ เราไม่สามารถไปนั่งอธิบายความจริงกับทุกคนได้ พิงค์เลยมองว่าถ้าเรายังมีสติ มีสมอง และยังมีแรงทำมาหากิน แม้จะเหนื่อยและยากลำบากกว่า แต่การยืนด้วยหยาดเหงื่อของตัวเองเพื่อหาเงินมารักษาตัวและเลี้ยงลูก มันคือความภาคภูมิใจที่สุด และเป็นเกราะป้องกันไม่ให้ลูกต้องมาเผชิญกับคำตัดสินของสังคมในอนาคตอีกด้วย

สุดท้ายนี้หากต้องบอกอะไรกับตัวเอง อยากบอกอะไรมากที่สุด

อยากบอกตัวเองว่าให้ปล่อยวาง พิงค์เคยเอาคำพูดคนอื่นมาคิดมาก ว่าทำไมไม่พาเข้าโรงเรียน ทำไมเลี้ยงลูกแบบนี้ ทำไมไม่วางแผนอนาคต แต่สุดท้ายแล้ว การเลี้ยงเด็กคนหนึ่งมันไม่มีสูตรสำเร็จ ไม่ต้องไปฟังคนอื่นเยอะ ทำในสิ่งที่เราคิดว่าใช่และตอบโจทย์เรากับลูกก็พอ ในวันข้างหน้า แพนเตอร์โตขึ้นมา เขาอาจจะเป็นคนไม่เก่ง หรือล้มเหลวในชีวิตก็ได้ แต่ถ้าวันหนึ่งไม่มีแม่แล้ว เขาย้อนกลับมาดูอัลบั้มภาพ ได้เห็นว่าเคยนั่งเครื่องบิน เคยไปเที่ยวกับแม่ มีอดีตในวัยเด็กที่สดใสและอบอุ่น ให้เขาเอาเรื่องของแม่ไปขี้โม้ไปอวดเพื่อนได้ แค่นี้พิงค์ก็ภูมิใจที่สุดแล้วค่ะ

สัมภาษณ์วันที่ 5 สิงหาคม 2569

เป็นคุณแม่จำเป็นที่หลงรักความไร้เดียงสาของเด็กๆ รักสัตว์ ชอบดอกไม้ และเชื่อว่าความอ่อนโยนคือพลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกใบนี้

COMMENTS ARE OFF THIS POST