คุณพ่อคุณแม่หลายคนคงเริ่มรู้สึกใจหาย เมื่อเห็นลูกก้าวข้ามช่วงวัยจากเด็กเล็กเป็นเด็กโต และน่าจะใจหายมากขึ้นเมื่อลูกเติบโตจนเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น วัยหัวเลี้ยวหัวต่อ วันแห่งฮอร์โมน และความเข้าใจยาก จนบางครั้งคุณพ่อคุณแม่เองก็แทบจะปรับตัวและปรับเปลี่ยนวิธีการเลี้ยงลูกวัยรุ่นแทบไม่ทันกันเลยทีเดียว
ลูกคือคนที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในชีวิตของพ่อแม่ แต่ไม่ว่าพ่อแม่จะพยายามเลี้ยงดูและทะนุถนอนลูกอย่างดีแค่ไหน ก็คงไม่สามารถปกป้องลูกได้ตลอดเวลา เมื่อลูกเติบโตพอที่จะต้องเรียนรู้การใช้ชีวิตในสังคมใหม่ๆ ที่ไม่ได้มีแต่พ่อแม่และคนในครอบครัว ก็เป็นเรื่องธรรมดาที่เด็กๆ จะต้องรับมือกับปัญหาการปรับตัวหรือการถูกกลั่นแกล้งรังแกจากคนรอบข้าง
ท่ามกลางบรรยากาศทางการเมืองและสถานการณ์ของประเทศที่ร้อนระอุคุณพ่อคุณแม่และผู้ใหญ่หลายคนอาจจะรู้สึกไม่คุ้นชินกับภาพการออกมาแสดงความคิดเห็น หรือแสดงออกเพื่อเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงในสังคมของเด็กรุ่นใหม่ทำให้คุณพ่อคุณแม่หลายครอบครัวอาจจะรู้สึกเป็นห่วงและกังวลใจ ไม่อยากให้ลูกแสดงความคิดเห็น หรือแสดงออกทางการเมืองมากนัก
ช่วงอายุ 1-3 ปี หรือที่คุณพ่อคุณแม่เรียกว่า วัยหัดเดินของเด็ก (Toddler) นอกจากจะเป็นวัยที่ลูกเริ่มมีความเป็นตัวของตัวเอง อยากเรียนรู้และลงมือทำสิ่งต่างๆ ด้วยตัวเองแล้ว ยังมีนิสัยอีกอย่างหนึ่งที่เพิ่มเข้ามาในช่วงวัยนี้ก็คือ ‘การหวง’
จากข่าวที่มีเด็กนักเรียนในโรงเรียนย่านนนทบุรี ถูกคุณครูและบุคลากรในโรงเรียนทำร้ายที่ผ่านมา คุณพ่อคุณแม่และผู้ปกครองที่มีลูกกำลังเรียนในโรงเรียนดังกล่าว รวมถึงคุณพ่อคุณแม่ที่กำลังมองหาโรงเรียนในละแวกบ้าน ก็คงจะเริ่มมองซ้ายมองขวา
ไม่ว่าใครก็อยากเป็นคนที่มีคุณค่าและมีความสำคัญกับคนอื่น โดยเฉพาะเด็กๆ ความรักและความเอาใจใส่จากคนรอบข้าง เป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยผลักดันให้เขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ได้อย่างสมบูรณ์
มีคุณพ่อคุณแม่บ้านไหนกำลังเผชิญกับลูกที่อารมณ์ไม่ดีบ่อยๆ บ้างไหมคะ? บางทีก็นั่งหน้ามุ่ยไม่พอใจ ใครพูดคุยอะไรด้วยก็ทำท่าฟึดฟัดใส่ คุณพ่อคุณแม่เห็นแบบนี้บ่อยๆ เข้าก็ทำเอาเครียดไม่น้อย
ปัจจุบันหน้าจอคอมพิวเตอร์ โทรทัศน์ โทรศัพท์มือถือ หรือแท็บเล็ต เป็นสิ่งที่ใกล้ชิดและอยู่ในชีวิตประจำวันของเราทุกคนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้แต่เด็กๆ ก็จำเป็นที่จะต้องใช้อุปกรณ์เหล่านี้ในการเรียนรู้ ถ้าหากคุณพ่อคุณแม่ละเลยหรือปล่อยให้ลูกใช้เวลากับอุปกรณ์เหล่านี้มากเกินไปและผิดวิธี ย่อมไม่เป็นผลดีกับลูก
การเลี้ยงลูกนอกจากจะมีรอยยิ้ม ความสุข เสียงหัวเราะแล้ว ก็ยังมีความน่าหงุดหงิดใจ โมโห และเสียใจปนอยู่ จนบางครั้งคุณพ่อคุณแม่เองก็เครียดจนเผลอระเบิดอารมณ์ใส่ลูกกลับไปบ้าง แต่การโมโห หงุดหงิด และใช้อารมณ์กับลูก แม้ต้นเหตุจะมาจากลูกตัวแสบก็เถอะ ไม่เคยได้ผลลัพธ์ที่ดีอย่างแท้จริง เพราะการตอบโต้ลูกด้วยอารมณ์จะจะทำให้ลูกรู้สึกแย่ ไม่ไว้วางใจคุณพ่อคุณแม่ และเลียนแบบพฤติกรรมและการใช้อารมณ์ของพ่อแม่
เห็นหัวข้อแล้วคุณพ่อคุณแม่อาจจะสงสัยว่า ใช่เหรอ!? ทำไมเราถึงควรจะปล่อยให้ลูกได้ลองทำเรื่องเสี่ยงหรือมีอันตรายดูบ้าง! จะเป็นไปได้ยังไง และจะทำไปเพื่ออะไรกัน คุณพ่อคุณแม่ทุกคนก็ต้องเป็นห่วงสวัสดิภาพและความปลอดภัยของลูกด้วยกันทั้งนั้น อย่าว่าแต่จะปล่อยให้ไปเสี่ยงอันตรายเลย ถ้าเป็นไปได้คุณพ่อคุณแม่ก็อยากจะคอยสอดส่องและสังเกตการณ์ให้แน่ใจว่าลูกน้อยของเราจะไม่ตกอยู่ในอันตรายใดๆ










