ในยุคที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน คุณพ่อคุณแม่ต่างพยายามทุ่มเทเวลาและทรัพยากรเพื่อให้ลูกมีโอกาสและได้รับสิ่งที่ดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการหาโรงเรียนเสริมความรู้ทางวิชาการ หรือกิจกรรมพัฒนาทักษะรอบด้าน ส่วนหนึ่งเพราะอยากให้ลูกได้เรียนรู้อย่างเต็มศักยภาพ แต่อีกส่วนก็อาจมาจากความกังวลว่าหากปล่อยให้ลูกมีเวลาว่างมากเกินไป จะทำให้ลูกเบื่อและเป็นการเสียโอกาสไปโดยเปล่าประโยชน์
นั่นเป็นเพราะคุณพ่อคุณแม่กำลังมองข้าม ประโยชน์ของความเบื่อ ทำให้รู้สึกไม่สบายใจเวลาที่ลูกบ่นว่าเบื่อ หรือเวลาเห็นลูกนั่งเฉยๆ ไม่รู้จะทำอะไรก็กังวลใจไปแล้วว่าลูกอาจกำลังเบื่อจึงรีบหาอะไรให้ทำทันที ไม่ว่าจะเป็นเปิดการ์ตูน ยื่นโทรศัพท์ ชวนเล่นของเล่น หรือพาไปทำกิจกรรม เพราะกลัวว่าลูกจะเสียเวลา งอแง หรือไม่ได้เรียนรู้อะไรที่เป็นประโยชน์ จนความเบื่อกลายเป็นสิ่งที่หลายครอบครัวพยายามหลีกเลี่ยงให้มากที่สุด แต่ในทางจิตวิทยาเด็ก การจัดตารางชีวิตที่แน่นจนแทบไม่มีเวลาว่าง อาจทำให้ลูกพลาดโอกาสในการพัฒนาทักษะสำคัญบางอย่างได้
งานวิจัยของ ดร. ไมเคิล ริช (Dr. Michael Rich) ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการสถาบัน Digital Wellness Lab โรงพยาบาลเด็กบอสตัน ชี้ให้เห็นว่า การปล่อยให้ลูกเบื่อ ไม่ใช่เรื่องน่ากังวลอย่างที่หลายคนคิด แต่กลับเป็นช่วงเวลาที่ช่วยกระตุ้นการเรียนรู้ของสมอง เมื่อเด็กไม่มีสิ่งเร้าหรือกิจกรรมมาคอยดึงความสนใจ สมองจะค่อยๆ เริ่มคิด ค้นหา และสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ด้วยตัวเอง นี่คือ ประโยชน์ของความเบื่อ และช่วงเวลานี้นี่เอง ที่มีส่วนช่วยให้ลูกได้ฝึกคิด แก้ปัญหา และเรียนรู้ที่จะสร้างความสุขจากสิ่งรอบตัว โดยไม่ต้องพึ่งหน้าจอหรือความบันเทิงตลอดเวลา
เพราะการปล่อยให้ลูกเบื่อ ไม่ได้หมายถึงการปล่อยปละละเลย แต่คือการเว้นพื้นที่เล็กๆ ให้ลูกได้เรียนรู้และค้นหาสิ่งใหม่ๆ ด้วยตัวเอง
5 ทักษะสำคัญที่เด็กๆ จะได้เรียนรู้ เมื่อคุณพ่อคุณแม่กล้าปล่อยให้ลูกเบื่อ
1. จุดประกายจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์

เมื่อมีช่วงเวลาว่างระหว่างวัน และไม่มีตารางกิจกรรมหรือของเล่นที่คอยกำหนดว่าต้องทำอะไรต่อ ลูกอาจเริ่มรู้สึกเบื่อในช่วงแรก แต่ความเบื่อนี้จะค่อยๆ กระตุ้นให้ลูกหันมาใช้จินตนาการและความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น เพราะเมื่อไม่มีสิ่งใดคอยสร้างความสนุกให้ สมองจะเริ่มมองหาวิธีสร้างความบันเทิงด้วยตัวเอง ลูกอาจหยิบกล่องกระดาษมาสร้างเป็นยานอวกาศ หรือนำผ้าห่มมาทำเป็นบ้านหลังเล็กๆ
การปล่อยให้ลูกเบื่อ จึงเสมือนเป็นการเปิดพื้นที่ให้ลูกได้คิด ทดลอง และสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ด้วยตัวเอง ซึ่งเป็นทักษะสำคัญที่ช่วยต่อยอดทั้งการแก้ปัญหา การคิดนอกกรอบ และการเรียนรู้ในอนาคต
2. เสริมทักษะการแก้ปัญหาและการพึ่งพาตนเอง

เมื่อลูกพูดว่า ‘เบื่อ’ คุณพ่อคุณแม่อาจไม่จำเป็นต้องรีบหากิจกรรมหรือรีบยื่นสมาร์ตโฟนให้ทุกครั้ง เพราะช่วงเวลาที่ลูกต้องคิดว่าจะทำอะไรต่อด้วยตัวเองนี้ คือโอกาสสำคัญในการฝึกทักษะการแก้ปัญหา เมื่อไม่มีใครคอยบอกว่าควรเล่นอะไรหรือทำอะไรต่อ ลูกจะค่อยๆ เรียนรู้ที่จะสังเกตสิ่งรอบตัว คิดหาทางเลือก และตัดสินใจเลือกสิ่งที่ตัวเองอยากทำ
แม้จะเป็นเรื่องเล็กๆ อย่างการหยิบหนังสือขึ้นมาอ่าน ต่อบล็อก วาดรูป หรือคิดเกมเล่นเอง แต่ประสบการณ์เหล่านี้จะช่วยให้ลูกได้ฝึกคิด ลองผิดลองถูก และเรียนรู้ว่าความเบื่อไม่จำเป็นต้องรอให้คุณพ่อคุณแม่มาเล่นด้วยหรือเสนอกิจดรรมให้ทำเสมอไป ประสบการณ์เล็กๆ เหล่านี้จะค่อยๆ สร้างความมั่นใจ ทำให้ลูกกล้าตัดสินใจ และสามารถหาทางออกหรือสร้างความสนุกให้กับตัวเองได้ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการพึ่งพาตัวเองเมื่อเติบโตขึ้น
3. บ่มเพาะความอดทนและการจัดการอารมณ์

ความเบื่อเป็นความรู้สึกที่ทุกคนต้องเจอ และเป็นเรื่องปกติที่ลูกอาจรู้สึกหงุดหงิดหรือไม่สบายใจในช่วงแรก แต่หากคุณพ่อคุณแม่รีบหากิจกรรมหรือความบันเทิงมาเติมเต็มทุกครั้ง ลูกอาจไม่มีโอกาสได้เรียนรู้วิธีรับมือกับความรู้สึกเหล่านั้นด้วยตัวเอง
การปล่อยให้ลูกเบื่อในบางช่วงเวลา จะช่วยให้ลูกค่อยๆ เรียนรู้ที่จะอยู่กับอารมณ์ของตัวเอง ฝึกความอดทน รู้จักรอคอย และเข้าใจว่าความรู้สึกเบื่อเป็นเพียงอารมณ์หนึ่งที่เกิดขึ้นแล้วก็จะผ่านไป เมื่อได้ฝึกบ่อยๆ ลูกจะค่อยๆ รับมือกับความผิดหวัง ความไม่เป็นดั่งใจ หรือช่วงเวลาที่ต้องรอได้ดีขึ้น ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีความมั่นคงทางอารมณ์
4. เปิดโอกาสให้ลูกค้นหาความชอบและตัวตนของตัวเอง

ความชอบของเด็กๆ ไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นจากห้องเรียนหรือกิจกรรมที่วางแผนไว้เสมอไป บางครั้งอาจเริ่มต้นจากช่วงเวลาธรรมดาๆ ที่ลูกได้อยู่กับตัวเอง ได้ลองทำสิ่งที่สนใจโดยไม่มีตารางมากำหนด เมื่อลูกได้มีเวลาสำรวจสิ่งต่างๆ ด้วยตัวเอง ลูกจะได้ค้นพบว่าอะไรคือสิ่งที่ตัวเองชอบ อะไรที่ทำแล้วมีความสุข และอะไรคือความถนัดที่อยากพัฒนาต่อในอนาคต
5. ฟื้นฟูพลังสมองและลดความเครียดสะสม

ในแต่ละวันลูกต้องรับข้อมูลใหม่ๆ มากมาย ทั้งจากการเรียน กิจกรรมเสริมทักษะ รวมถึงการใช้หน้าจอและสื่อออนไลน์ที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน แม้สิ่งเหล่านี้จะช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ แต่หากสมองต้องทำงานและประมวลผลตลอดเวลาโดยแทบไม่มีช่วงพัก ก็อาจทำให้ลูกรู้สึกเหนื่อยล้า หงุดหงิดง่าย หรือมีสมาธิกับสิ่งต่างๆ ได้ยากขึ้นโดยไม่รู้ตัว
การเว้นช่วงเวลาที่ลูกได้อยู่กับตัวเอง โดยไม่ต้องรีบทำกิจกรรมหรือรับสิ่งกระตุ้นใหม่ๆ ตลอดเวลา เปรียบเสมือนการเปิดโอกาสให้สมองและร่างกายได้พักจากความวุ่นวาย ช่วยลดความเครียด และเติมพลังให้ลูกกลับมาพร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่ได้ดีขึ้น นอกจากนี้ช่วงเวลาที่เงียบสงบยังช่วยให้ลูกได้กลับมาเชื่อมโยงกับความคิดและความรู้สึกของตัวเองมากขึ้นอีกด้วย

COMMENTS ARE OFF THIS POST