ถ้าจู่ๆ คุณพ่อคุณแม่ถูกคุณครูที่โรงเรียนของลูกเชิญไปพบ เพื่อปรึกษาและขอความร่วมมือในการแก้ไขพฤติกรรมของลูก คงเป็นวันที่คุณพ่อคุณแม่อาจรู้สึกผิดหวังและเสียใจอย่างบอกไม่ถูก ยิ่งถ้าคุณครูบอกว่าลูกเป็นเด็กเกเรและก้าวร้าว แต่มันช่างสวนทางกับนิสัยใจคอของลูกที่คุณพ่อคุณแม่คุ้นเคย เพราะอยู่ที่บ้านลูกก็เป็นเด็กอ่อนโยน พูดรู้เรื่อง และไม่เคยมีพฤติกรรมก้าวร้าวให้เห็นมาก่อน คุณพ่อคุณแม่คงเกิดคำถามว่าเพราะอะไร และทำไมคนเป็นพ่อแม่ถึงไม่เคยเห็นพฤติกรรมด้านนี้ของลูกมาก่อน
พฤติกรรม ลูกก้าวร้าวที่โรงเรียน ทั้งที่อยู่บ้านก็เป็นเด็กธรรมดา ค่อนข้างเรียบร้อยด้วยซ้ำ อาจเกิดจากความเปราะบางทางอารมณ์ เมื่อลูกอยู่ที่โรงเรียนแล้วรู้สึกไม่เป็นที่รักเหมือนตอนอยู่ที่บ้าน เพราะที่บ้านลูกได้รับความรักและการตอบสนองจากคุณพ่อคุณแม่อย่างเต็มที่ จนลูกไม่ต้องพยายามทำอะไรเพื่อเรียกร้องความสนใจหรือพิสูจน์ตัวเอง แต่ที่โรงเรียน ลูกไม่ใช่เด็กคนเดียวที่จะได้รับความรักความสนใจมากที่สุด รวมกับสภาพแวดล้อมในโรงเรียนอาจทำให้ลูกรู้สึกว่าต้องพยายามแข่งขันด้วยการแสดงออกมากกว่าคนอื่น หรือทำตัวเหนือกว่าคนอื่น โดยเฉพาะเด็กที่มีความเปราะบางทางอารมณ์ ขาดความมั่นใจในตัวเอง ไม่รู้วิธีการสื่อสารความรู้สึก หรือไม่เคยอดทนรอคอย ก็จะใช้วิธีแสดงพฤติกรรมก้าวร้าว เพื่อเรียกร้องความสนใจจากคนรอบข้างได้
เพื่อแก้ไขพฤติกรรม ลูกก้าวร้าวที่โรงเรียน คุณพ่อคุณแม่อาจต้องทำความเข้าใจว่า พฤติกรรมที่ไม่น่ารักเหล่านั้น ไม่ได้มาจากตัวตนและนิสัยที่แท้จริงของลูก เพียงแต่ลูกยังไม่รู้วิธีจัดการกับความรู้สึกไม่มั่นคงที่เกิดขึ้นได้เท่านั้น
5 วิธีรับมือพฤติกรรมลูกก้าวร้าวที่โรงเรียนอย่างสร้างสรรค์
1. รับฟังลูกโดยไม่ตัดสิน
การแก้ไขเริ่มต้นด้วยการสร้างความไว้วางใจ แทนที่จะเริ่มต้นด้วยการตำหนิลูกเมื่อทราบเรื่องจากคุณครู ให้คุณพ่อคุณแม่ใช้ช่วงเวลาที่ลูกอารมณ์สงบลงแล้วเปิดบทสนทนาด้วยความเห็นอกเห็นใจ ถามถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยไม่ด่วนตัดสิน เพื่อให้ลูกกล้าเปิดเผยความจริงว่าลูกรู้สึกอย่างไรในขณะนั้น เมื่อเด็กรู้สึกว่าคุณพ่อคุณแม่คือทีมเดียวกันและพร้อมจะช่วยหาทางออก ไม่ใช่คนที่จะซ้ำเติม ลูกจะรับฟังและพร้อมทำตามคำแนะนำของคุณพ่อคุณแม่มากขึ้น
2. ฝึกทักษะการระบุและสะท้อนอารมณ์ (Emotional Literacy)
เด็กส่วนใหญ่มักแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวเพราะไม่สามารถอธิบายความอึดอัดใจออกมาเป็นคำพูดได้ คุณพ่อคุณแม่ควรสอนให้ลูกรู้จักระบุชื่ออารมณ์และความรู้สึก เช่น ความน้อยใจ ความโกรธ หรือความอิจฉา เมื่อเด็กเรียนรู้ที่จะระบุอารมณ์ของตัวเองได้ชัดเจน เขาจะลดการแสดงออกด้วยการกระทำ และจะเปลี่ยนมาสื่อสารด้วยคำพูดแทน ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการควบคุมตนเอง
3. สอนลูกให้รู้จักเห็นอกเห็นใจผู้อื่น
พฤติกรรมก้าวร้าวมักแสดงออกเมื่อลูกยึดเอาความรู้สึกตัวเองเป็นที่ตั้ง และไม่ได้คำนึงถึงความรู้สึกของผู้อื่น การสอนให้ลูกมีความเห็นอกเห็นใจจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง
คุณพ่อคุณแม่สามารถสอดแทรกคติสอนใจผ่านการเล่านิทาน หรือการสร้างสถานการณ์สมมติ ตั้งคำถามชวนลูกนึกถึงความรู้สึกของเพื่อนเมื่อถูกกระทำ เช่น ถ้าลูกถูกเพื่อนผลัก ลูกจะรู้สึกอย่างไร การหมั่นตั้งคำถามเช่นนี้จะช่วยฝึกให้ลูกรู้จักยับยั้งชั่งใจและคิดถึงความรู้สึกของคนอื่นก่อนจะตัดสินใจแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวในครั้งต่อไป
4. กำหนดขอบเขตและกฎเกณฑ์ในบ้านมากขึ้น
การให้อิสระลูกมากเกินไปอาจเป็นการทำร้ายลูกทางอ้อม คุณพ่อคุณแม่ควรตกลงกฎกติกาและบทลงโทษที่ชัดเจนและเหมาะสมร่วมกับลูกเกี่ยวกับพฤติกรรมก้าวร้าว เช่น หากลูกแกล้งเพื่อนที่โรงเรียน จะต้องงดเล่นเกม 1 วันและต้องเขียนจดหมายขอโทษเพื่อน ลูกจะค่อยๆ ซึมซับว่าทุกการกระทำย่อมมีผลตามมาเสมอ โดยเฉพาะเมื่อก้าวข้ามกฎเกณฑ์ที่กำหนดหรือกรอบที่สังคมยอมรับได้
5. ขอความร่วมมือจากคุณครู
การแก้ไขพฤติกรรมจะไม่ได้ผลเลยหากลูกได้รับมาตรฐานที่ต่างกันในสองสถานที่ ระหว่างบ้านและโรงเรียน คุณพ่อคุณแม่ควรสื่อสารกับคุณครูอย่างต่อเนื่แง เพื่อติดตามพัฒนาการของลูกและร่วมกันวางแผนดูแลให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน
เมื่อลูกเห็นว่าคุณพ่อคุณแม่และคุณครูมีการสื่อสารกันตลอดเวลา ลูกจะรู้สึกถึงการดูแลเอาใจใส่ รู้สึกปลอดภัย และจะค่อยๆ ปรับพฤติกรรมให้น่ารักเหมือนตอนอยู่ที่บ้านกับคุณพ่อคุณแม่

COMMENTS ARE OFF THIS POST