อาลี อัตวาห์ นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยคิงอับดุลอาซิซ เมืองราบิฆ ประเทศซาอุดีอาระเบีย ได้ทำการวิจัยซึ่งเผยแพร่ออนไลน์เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2568 ในวารสาร Pediatric Allergy and Immunology ระบุว่า เด็กประมาณ 1 ใน 3 คนที่มีอาการแพ้พืชตระกูลถั่วที่ไม่ใช่กลุ่มหลัก หรือ nonpriority legume สามารถพัฒนาไปสู่ภาวะทนต่ออาหารได้เมื่ออายุถึงช่วงวัยรุ่น
การศึกษานี้เป็นการทบทวนข้อมูลเวชระเบียนย้อนหลังของเด็กที่เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลเด็ก Evelina London Children’s Hospital กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ระหว่างเดือนกรกฎาคม 2023 ถึงมิถุนายน 2024 เพื่อประเมินอัตราการหายจากอาการแพ้พืชตระกูลถั่วในเด็ก และปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการฟื้นตัว
นักวิจัยวิเคราะห์ข้อมูลเด็ก 203 คน ที่มีอาการแพ้พืชตระกูลถั่วชนิดเกี่ยวข้องกับภูมิคุ้มกัน IgE โดยมีอายุเฉลี่ย 10 ปี และเป็นเด็กชายร้อยละ 62.6 การวินิจฉัยการแพ้ยืนยันจากผลการทดสอบสะกิดผิวหนังที่มีขนาดปฏิกิริยาอย่างน้อย 8 มิลลิเมตร ระดับ IgE จำเพาะอย่างน้อย 15 kUA/L หรือผลการทดสอบรับประทานอาหารภายใต้การควบคุมทางการแพทย์ให้ผลบวก
ผลการศึกษาพบว่า อาการแพ้ถั่วเลนทิลพบมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 68.5 รองลงมาคือถั่วลันเตา ร้อยละ 41.4 ถั่วชิกพี ร้อยละ 40.9 และถั่วชนิดต่างๆ ร้อยละ 22.7 เมื่อพิจารณาอัตราการหายจากอาการแพ้เมื่ออายุถึง 15 ปี พบว่าสูงที่สุดในกลุ่มถั่วชนิดต่างๆ ร้อยละ 32.9 รองลงมาคือถั่วลันเตา ร้อยละ 23.5 ถั่วเลนทิล ร้อยละ 21.0 และถั่วชิกพี ร้อยละ 19.3
นักวิจัยยังพบว่า ขนาดปฏิกิริยาจากการทดสอบสะกิดผิวหนังที่เล็กลง หรือระดับ IgE จำเพาะที่ต่ำ เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยทำนายการหายจากอาการแพ้พืชตระกูลถั่วกลุ่มนี้ได้
สำหรับอาการแพ้ที่พบในเด็ก ได้แก่ ผื่นแดงหรืออาการคัน ร้อยละ 31 ลมพิษ ร้อยละ 15.8 อาการบวมบริเวณใบหน้าและริมฝีปาก ร้อยละ 12.8 อาเจียน ร้อยละ 8.9 อาการคันคอ ร้อยละ 3 ไอ ร้อยละ 1 และภาวะแพ้อย่างรุนแรงหรือแอนาฟิแล็กซิส ร้อยละ 6.9 โดยร้อยละ 20.7 ของเด็กมีอาการมากกว่าหนึ่งอาการพร้อมกัน
ผู้วิจัยระบุว่า ในการดูแลผู้ป่วย ควรพิจารณาปัจจัยทางคลินิกอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น อายุ ระยะเวลาตั้งแต่เกิดอาการแพ้ครั้งล่าสุด และความสำคัญของอาหารชนิดนั้นในชีวิตประจำวัน ก่อนตัดสินใจทำการทดสอบรับประทานอาหารภายใต้การดูแลของแพทย์

COMMENTS ARE OFF THIS POST