งานวิจัยจากออสเตรเลียชี้ว่า การสูบบุหรี่ใกล้ลูก ไม่ได้แค่เป็นอันตรายต่อเด็กเท่านั้น แต่ยังอาจกระทบสุขภาพปอดของ หลานในอนาคต โดยเฉพาะหากเด็กถูกสัมผัสควันบุหรี่มือสองตั้งแต่เล็ก
การศึกษานี้ดำเนินโดย มหาวิทยาลัยเมลเบิร์น และตีพิมพ์ในวารสาร Thorax นักวิจัยชี้ว่าความเสี่ยงต่อสมรรถภาพปอดที่ต่ำและโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD) อาจเกิดจากปัจจัยระหว่างรุ่น ที่ถ่ายทอดจากพ่อแม่ไปยังลูกหลาน
นักวิจัยติดตามเด็ก 8,022 คนจาก Tasmanian Longitudinal Health Study ตั้งแต่ปี 1968 โดยตรวจสุขภาพเมื่ออายุ 7, 13, 18, 43, 50 และ 53 ปี ผลการศึกษาที่สำคัญพบว่าพ่อเกือบ 69 เปอร์เซ็นต์ และลูก 56.5 เปอร์เซ็นต์ เคยได้รับควันบุหรี่มือสองในวัยเด็ก
พ่อที่ได้รับควันบุหรี่มือสองตั้งแต่วัยเด็ก ทำให้ลูกมีโอกาสสมรรถภาพปอดต่ำกว่าค่าเฉลี่ยตลอดชีวิตสูงขึ้น 56 เปอร์เซ็นต์ และเสื่อมสมรรถภาพเร็วกว่าปกติสองเท่า
เด็กผู้ชายที่สัมผัสควันบุหรี่มือสอง มีความเสี่ยงลูกจะเป็นโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD) เมื่ออายุ 53 ปีเพิ่มขึ้นสองเท่า แม้หลังปรับปัจจัยอื่น ความเชื่อมโยงนี้จะไม่ชัดเจนทางสถิติ
นักวิจัยยังพบว่าความเสี่ยงต่างกันระหว่างเพศชายและหญิง เพราะผู้ชายเริ่มสร้างอสุจิเมื่อเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ ขณะที่ผู้หญิงมีไข่ทั้งหมดตั้งแต่อยู่ในครรภ์ ทำให้ผลกระทบต่อลูกหลานอาจไม่เหมือนกัน
ดร. เจียนเฉิง หลิว หัวหน้าทีมวิจัย ระบุว่า แม้พ่อเคยได้รับควันบุหรี่มือสอง แต่หากไม่สูบบุหรี่เอง ผลกระทบต่อลูกก็จะลดลง
ศาสตราจารย์บ็อบ แฮนค็อกซ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบทางเดินหายใจ กล่าวว่า แม้งานวิจัยนี้ยังไม่ยืนยันสาเหตุโดยตรง แต่ชี้ให้เห็นว่า การสูบบุหรี่มีผลยาวนานต่อสุขภาพปอด และแม้เด็กจะสมบูรณ์เมื่ออายุ 20 ปี แต่ก็มีโอกาสสูงที่จะเกิด COPD ในอนาคต

COMMENTS ARE OFF THIS POST