วันนี้ที่โรงเรียนเป็นยังไงบ้าง? ประโยคทักทายธรรมดาที่คุณพ่อคุณแม่อาจใช้คุยกับลูกหลังเลิกเรียน แต่คำตอบที่ได้รับกลับกลายเป็นความเงียบ หรือคำตอบสั้นๆ อย่าง ‘ไม่มีอะไร’
สถานการณ์ชวนถอนหายใจแบบนี้ เชื่อว่าหลายครอบครัวกำลังเผชิญอยู่ ทั้งที่ย้อนกลับไปตอนเด็กๆ เขาสามารถเล่าเรื่องราวทุกอย่างที่พบเจอมาตลอดวันให้ฟังได้ไม่รู้จบ คำถามคือ เกิดอะไรขึ้นระหว่างทาง ทำไมเด็กที่เคยเปิดใจทุกเรื่องถึงกลายเป็นคนที่ไม่อยากพูดอะไรให้ฟังอีก
นพ.ฒัชชณพงศ์ จงเจริญยานนท์ แพทย์เฉพาะทางโรคระบบทางเดินหายใจและเวชบำบัดวิกฤตในเด็ก โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท เจ้าของเพจ หมอม็อด หมอเด็กขอเล่า ได้ชวนคุณพ่อคุณแม่นึกย้อนกลับไปในวันที่ลูกเคยเดินเข้ามาหา แล้วพูดความรู้สึกตรงๆ อย่าง “วันนี้หนูโกรธเพื่อนมาก” “หนูเสียใจ” หรือ “หนูไม่ชอบเพื่อนคนนี้เลย” ในวันนั้น เราเคยเผลอตอบกลับไปบ้างหรือเปล่าว่า “เรื่องแค่นี้เอง อย่าคิดมาก” หรือ “แค่นี้ต้องร้องไห้ด้วยเหรอ” หรือบางครั้งลูกเล่าให้ฟังเพียงไม่กี่นาที แต่เรากลับใช้เวลาอีกครึ่งชั่วโมงในการตั้งหน้าตั้งตาสอนชุดใหญ่
สำหรับคุณพ่อคุณแม่ สิ่งที่ทำลงไปทั้งหมดล้วนเกิดจากความรัก ความเป็นห่วง และอยากให้ลูกเข้าใจชีวิตรวมถึงรับมือกับปัญหาได้ดีขึ้น แต่สำหรับลูก สิ่งที่เกิดขึ้นกลับไม่ได้ทำให้เขารู้สึกดีขึ้นเลย แถมยังทำให้เกิดความรู้สึกซ้ำเติมว่าไม่น่าเล่าให้ฟังตั้งแต่แรก บางคนรู้สึกว่าพ่อแม่น่ารำคาญ และค่อยๆ เรียนรู้ว่า ถ้าเล่าแล้วรู้สึกแย่กว่าเดิม ครั้งหน้าไม่เล่าดีกว่า จนสุดท้ายจากเด็กที่เคยเล่าทุกเรื่อง ก็เหลือเพียงคำตอบตัดบทว่า “ไม่มีอะไร” ในที่สุด
หมอม็อดจึงให้คำแนะนำสำคัญไว้ว่า ในวันที่ลูกยอมเปิดใจเล่าอะไรบางอย่างให้ฟัง สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรทำคือ ไม่ต้องรีบสอน ไม่ต้องรีบตัดสิน และไม่ต้องรีบแก้ปัญหา แต่ลองรับฟังสิ่งที่ลูกเล่าให้จบเสียก่อน
เพราะหัวใจสำคัญของการรับฟัง ไม่ใช่แค่การได้รับรู้ข้อมูลเรื่องราวในแต่ละวัน แต่คือการรักษาความไว้ใจระหว่างกันเอาไว้ วิธีที่เราเลือกรับฟังเรื่องราวเล็กๆ น้อยๆ ของลูกในวันนี้ จะเป็นสิ่งที่ตัดสินว่าในวันที่เขาต้องเจอกับเรื่องใหญ่จริงๆ ในชีวิต คนที่เขายังคงไว้ใจและเลือกเดินกลับมาเล่าให้ฟัง จะยังคงเป็นเราเสมอหรือไม่

COMMENTS ARE OFF THIS POST