เด็กแต่ละคนมีวิธีตอบสนองต่อสิ่งรอบตัวไม่เหมือนกัน เด็กบางคนสามารถปรับตัวเข้ากับสถานที่ใหม่ๆ หรือปรับตัวเข้ากับคนแปลกหน้าได้ดี ในขณะที่เด็กบางคนอาจต้องใช้เวลานานกว่าจะรู้สึกสบายใจ ไม่ชอบเสียงดัง หรือแม้แต่สามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวันก็ทำให้รู้สึกกังวลได้มากกว่าที่คุณพ่อคุณแม่คิด
เด็กที่มีลักษณะอ่อนไหวและตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมมากเป็นพิเศษ สอดคล้องกับแนวคิด Orchid Child ของ Dr. W. Thomas Boyce ที่เปรียบเด็กกลุ่มนี้เหมือนดอกกล้วยไม้ เพราะเป็นเด็กที่ไวต่อสภาพแวดล้อมและความเครียดมากกว่าเด็กบางกลุ่ม หากอยู่ในสภาพแวดล้อมที่วุ่นวาย กดดัน หรือคาดเดาได้ยาก ก็อาจได้รับผลกระทบมาก แต่ในทางกลับกัน หากได้รับการดูแลและเติบโตในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ก็สามารถเติบโตและพัฒนาศักยภาพของตัวเองได้ดีเช่นกัน
แต่ถึงอย่างนั้น ไม่ได้แปลว่า เด็กที่อ่อนไหวง่าย หรือ Orchid Child จะต้องถูกทำให้พยายามเข้มแข็งหรือกดดันเพื่อให้รู้จักอดทนมากขึ้น แต่สิ่งสำคัญคือการทำความเข้าใจว่า ลูกกำลังรับรู้และตอบสนองต่อโลกอย่างไร เพื่อช่วยให้เขาค่อยๆ เรียนรู้ที่จะอยู่กับความอ่อนไหวของตัวเองได้อย่างเหมาะสม
1. ไวต่อเสียง แสง และสัมผัสรอบตัวมากกว่าคนอื่น

เสียงที่เด็กคนอื่นไม่ได้รู้สึกว่าดังมาก แสงในห้องที่คนอื่นมองว่าเป็นเรื่องปกติ หรือแม้แต่ป้ายเสื้อที่เสียดสีกับผิวหนัง อาจสร้างความรำคาญและความไม่สบายใจให้เด็กบางคนได้มากกว่าที่คิด เพราะเด็กกลุ่มนี้มีระบบประสาทที่ตอบสนองต่อสิ่งเร้ารอบตัวได้ไว จึงมักสังเกตเห็นรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ และรับรู้สิ่งต่างๆ ได้มากกว่าเด็กทั่วไป
หากลูกมีพฤติกรรมเหล่านี้ คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรตำหนิหรือตัดสินว่าว่าลูกตั้งใจจะงอแง เรื่องมาก หรือเอาแต่ใจ เพราะสิ่งที่ดูเป็นเรื่องเล็กสำหรับคนอื่น อาจสร้างความรู้สึกไม่สบายตัวและไม่สบายใจให้ลูกได้จริง การรับฟังและค่อยๆ ช่วยหาวิธีรับมือ จะช่วยให้ลูกเข้าใจความต้องการของตัวเองได้มากขึ้น
2. รู้สึกกับเรื่องต่างๆ มาก และรับรู้อารมณ์คนรอบตัวได้ดี

เด็กบางคนไม่ได้อ่อนไหวเฉพาะกับสิ่งที่มองเห็นหรือสัมผัสได้เท่านั้น แต่ยังไวต่ออารมณ์และบรรยากาศรอบตัวอีกด้วย เพียงเห็นคุณพ่อคุณแม่มีสีหน้าไม่ดี ได้ยินน้ำเสียงที่เปลี่ยนไป หรือเห็นเพื่อนกำลังเสียใจ ก็อาจรับรู้และเก็บเรื่องเหล่านั้นมาคิดได้ทันที ความละเอียดอ่อนนี้ทำให้เด็กมีแนวโน้มที่จะเข้าอกเข้าใจความรู้สึกของคนอื่นได้ดี แต่ในขณะเดียวกันก็อาจทำให้รับอารมณ์รอบตัวเข้ามามากเกินไป จนเหนื่อยหรือรู้สึกไม่สบายใจได้ง่าย คุณพ่อคุณแม่จึงควรเปิดพื้นที่ให้ลูกพูดถึงความรู้สึก โดยไม่รีบบอกว่าอย่าคิดมากหรือเรื่องแค่นี้เอง
3. รับมือกับความเครียดได้ยากกว่าเด็กบางคน

เมื่อลูกต้องอยู่ในสถานการณ์ที่วุ่นวาย กดดัน หรือคาดเดาไม่ได้ เด็กที่มีความไวต่อสิ่งแวดล้อมสูงอาจตอบสนองต่อความเครียดมากเป็นพิเศษ เนื่องจากร่างกายอาจมีระดับฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ช่วยให้ร่างกายตอบสนองต่อความเครียดเพิ่มขึ้น เมื่อเจอกับสถานการณ์ที่กดดัน
ดังนั้น เวลาที่ลูกต้องเจอการเปลี่ยนแปลงกะทันหัน ไปสถานที่ใหม่ หรืออยู่ในบรรยากาศที่ตึงเครียด ลูกอาจแสดงออกด้วยความกังวล ร้องไห้ หรือระเบิดอารมณ์ได้มากกว่าปกติ เพราะยังไม่สามารถจัดการกับความเครียดที่เกิดขึ้นได้ดีพอ
4. ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลงกะทันหัน และต้องการเวลาปรับตัว

กิจวัตรที่คุ้นเคยช่วยให้เด็กรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป จึงทำให้รู้สึกมั่นคงและปลอดภัย แต่หากต้องเปลี่ยนแผนกะทันหัน เปลี่ยนสถานที่ เจอคนใหม่ หรือเริ่มกิจกรรมที่ไม่คุ้นเคย เด็กบางคนอาจต้องใช้เวลาในการตั้งหลักและปรับตัวมากกว่าคนอื่น คุณพ่อคุณแม่สามารถช่วยได้ด้วยการบอกล่วงหน้าว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้น และรักษากิจวัตรในชีวิตประจำวันให้ค่อนข้างสม่ำเสมอ แต่ก็ไม่จำเป็นต้องปกป้องลูกจากทุกการเปลี่ยนแปลง เพราะเป้าหมายไม่ใช่การทำให้โลกรอบตัวลูกไม่มีเรื่องที่คาดเดาไม่ได้เลย แต่คือการค่อยๆ ช่วยให้ลูกรู้ว่า แม้บางอย่างจะเปลี่ยนไป ลูกก็จะสามารถรับมือและผ่านมันไปได้ในที่สุด
5. ต้องการทั้งความเข้าใจ และพื้นที่ให้ค่อยๆ เติบโตในแบบของตัวเอง

การเลี้ยงดูเด็กที่มีความอ่อนไหวสูงจึงต้องหาจุดสมดุลระหว่างการเคารพขีดจำกัดของลูกและการไม่ปกป้องจนลูกไม่มีโอกาสได้ลองทำสิ่งใหม่ เช่น หากลูกกลัวสถานที่ใหม่ คุณพ่อคุณแม่ไม่จำเป็นต้องบังคับให้เข้าไปทันที แต่ก็ไม่จำเป็นต้องหลีกเลี่ยงสถานที่ใหม่ให้ลูกตลอดไปเช่นกัน อาจเริ่มจากการเตรียมตัวล่วงหน้า อยู่เป็นเพื่อนในช่วงแรก แล้วค่อยๆ ให้ลูกลองด้วยตัวเองเมื่อพร้อมก็ได้
หากความอ่อนไหวของลูกได้รับการดูแลที่เหมาะสม ความสามารถในการรับรู้รายละเอียด เข้าใจอารมณ์ของผู้อื่น และสัมผัสสิ่งรอบตัวอย่างลึกซึ้ง ก็สามารถพัฒนาไปเป็นจุดแข็งของลูกได้เช่นกัน

COMMENTS ARE OFF THIS POST