หลังจากออสเตรเลียกลายเป็นหนึ่งในประเทศแรกของโลกที่ออกกฎหมายห้ามเยาวชนอายุต่ำกว่า 16 ปี ใช้งานโซเชียลมีเดีย เพื่อหวังลดความเสี่ยงจากภัยออนไลน์ ล่าสุดผลการศึกษาชิ้นใหม่กลับชี้ว่า การมีกฎหมายเพียงอย่างเดียว อาจยังไม่เพียงพอที่จะทำให้เด็กเลิกใช้โซเชียลได้จริง
งานวิจัยจาก มหาวิทยาลัยนิวคาสเซิล ประเทศออสเตรเลีย ซึ่งเผยแพร่ในวารสาร British Medical Journal (BMJ) พบว่า หลังมาตรการดังกล่าวเริ่มบังคับใช้ เด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี มากกว่า 85% ยังคงใช้งานโซเชียลมีเดียได้ตามปกติ แม้ว่ากฎหมายจะกำหนดให้แพลตฟอร์มต้องมีระบบตรวจสอบอายุก็ตาม
นักวิจัยติดตามเด็กและเยาวชนอายุ 12-17 ปี ทั้งก่อนและหลังมาตรการมีผลเป็นเวลา 3 เดือน โดยศึกษาการใช้งาน 6 แพลตฟอร์มหลัก ได้แก่ TikTok, X, Facebook, Instagram, YouTube และ Snapchat
ผลการศึกษาพบว่า แม้เด็กประมาณสองในสามจะเคยพบระบบตรวจสอบอายุแล้ว แต่ก็ยังสามารถเข้าถึงแพลตฟอร์มได้ โดยวิธีตรวจสอบที่พบมากที่สุดคือ การให้ผู้ใช้งานกรอกอายุด้วยตนเอง ซึ่งมีเด็ก 24-39% ระบุว่าเคยพบวิธีนี้ ขณะที่อีก 13-27% ผ่านการตรวจสอบด้วยการถ่ายภาพเซลฟี่
นอกจากช่องโหว่ของระบบตรวจสอบอายุแล้ว งานวิจัยยังพบว่า เด็กจำนวนหนึ่งเลือกใช้วิธีอื่นเพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัด เช่น การสร้างบัญชีปลอม การใช้บัญชีของผู้อื่น หรือเปิดใช้งาน Private Browser ส่วนการใช้ VPN พบเพียงส่วนน้อย
เมื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมก่อนและหลังมาตรการมีผล นักวิจัยพบว่า เด็กอายุ 12-13 ปีแทบไม่มีการเปลี่ยนแปลงในการใช้โซเชียลมีเดีย ขณะที่กลุ่มอายุ 14-15 ปีมีการใช้งานลดลงเล็กน้อย ส่วนผู้ที่อายุเกิน 16 ปีกลับมีการใช้งานเพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม นักวิจัยระบุว่า การศึกษานี้เป็นเพียงข้อมูลในช่วงเริ่มต้นหลังมาตรการบังคับใช้ โดยใช้กลุ่มตัวอย่างขนาดจำกัดและอาศัยการตอบแบบสอบถามของผู้เข้าร่วม จึงยังควรมีการติดตามผลในระยะยาวต่อไป
ด้าน Dr. Amrit Kaur Purba จาก London School of Hygiene & Tropical Medicine ระบุว่า ประสบการณ์ของออสเตรเลียสะท้อนให้เห็นว่า การออกกฎหมายไม่ได้หมายความว่าจะบังคับใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพเสมอไป โดยเฉพาะหากระบบตรวจสอบอายุยังมีช่องโหว่ เด็กจำนวนมากก็ยังสามารถเข้าถึงแพลตฟอร์มต่างๆ ได้เหมือนเดิม
นักวิจัยมองว่า ผลการศึกษานี้อาจเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับหลายประเทศที่กำลังพิจารณาออกกฎหมายลักษณะเดียวกัน โดยชี้ว่า หากต้องการคุ้มครองเด็กจากความเสี่ยงบนโลกออนไลน์อย่างมีประสิทธิภาพ การมีกฎหมายเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ แต่ระบบตรวจสอบอายุและการบังคับใช้ก็ต้องมีประสิทธิภาพควบคู่กันด้วย

COMMENTS ARE OFF THIS POST