คุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกอยู่ในช่วงวัยทอง 2 ขวบ (Terrible Twos) คงเริ่มทำใจกับลูกที่อารมณ์รุนแรง เอาแต่ใจ ต่อต้าน ยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ และเข้าใจดีว่าการใช้ไม้แข็ง ไม่ว่าจะดุดุหรือลงโทษ ก็อาจจะพอหยุดลูกได้แค่ชั่วครั้งชั่วคราว เวลาผ่านไป ลูกก็กลับมามีพฤติกรรมเช่นเดิมอีก
เมื่อการดุหรือลงโทษอย่างตรงไปตรงมา ใช้กับลูกไม่ได้ผล แทนที่จะเพิ่มดีกรีความรุนแรงมากขึ้น คุณพ่อคุณแม่ลองเปลี่ยนตัวเองเป็น Soft Parenting หรือพ่อแม่ที่เลี้ยงลูกด้วยความเห็นอกเห็นใจ เข้าใจ และให้ลูกมีพื้นที่สำหรับแสดงอารมณ์ได้ ซึ่งเป็นวิธีที่คล้ายกับ Gentle Parenting หรือแนวทางการเลี้ยงลูกแบบอ่อนโยนแต่ไม่อ่อนแอ ที่กำลังได้รับความนิยม แม้ทั้งสองแนวทางจะยึดหลักการเคารพและเข้าใจซึ่งกันและกัน และหลีกเลี่ยงการลงโทษเหมือนกัน แต่ Soft Parenting คือการเลี้ยงลูกแบบให้ความสำคัญและให้อิสระกับความรู้สึกลูกเป็นอันดับแรก ลดการตั้งกฎเกณฑ์และขอบเขต จึงเหมาะกับการเลี้ยงลูกในวัยที่การควบคุมอารมณ์ยังเป็นเรื่องยาก ต้องการความรักและความเข้าใจจากพ่อแม่มากกว่าสิ่งอื่นใด ทำให้เป็นแนวทางที่เหมาะกับคุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกตั้งแต่วัยทารกไปจนถึงสองขวบนั่นเอง
ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า การเลี้ยงลูกแบบให้อิสระกับความรู้สึกลูกเต็มที่ จะช่วยให้ลูกมีความฉลาดทางอารมณ์สูง (EQ) มีความมั่นคงทางจิตใจ และไม่กลัวที่จะแสดงความเป็นตัวเองออกมา ทั้งยังลดโอกาสการเกิดบาดแผลทางใจที่เกิดจากการถูกควบคุมหรือตัดสินในวัยเด็ก
4 หลักการสำคัญของการเลี้ยงลูกแบบให้อิสระทางอารมณ์อย่างเต็มที่
1. ยอมรับทุกอารมณ์ของลูก โดยไม่มีเงื่อนไข
เมื่อลูกแสดงอารมณ์ด้านลบ ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์โกรธ หงุดหงิด หรือร้องไห้ คุณพ่อคุณแม่ต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้ลูกปลดปล่อยอารมณ์อย่างเต็มที่ และเมื่อลูกสงบลง ให้คุณพ่อคุณแม่แสดงออกว่ารับรู้และเข้าใจลูกอย่างแท้จริง เช่น เมื่อลูกร้องไห้เพราะไม่ได้สิ่งที่ต้องการ ลองพูดว่า ‘แม่เข้าใจที่ลูกร้องไห้ เป็นเพราะลูกผิดหวังใช่ไหมคะ’ แทนการออกคำสั่งให้หยุดร้องหรือตำหนิที่ลูกร้องไห้ จากนั้นจึงค่อยๆ อธิบายเหตุผลและเสนอแนวทางให้ลูก
การสอนเช่นนี้จะช่วยให้ลูกรู้จักอารมณ์ที่หลากหลาย และเข้าใจว่าอารมณ์ต่างๆ สามารถเกิดขึ้นและรับมือได้ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับการเรียนรู้การจัดการอารมณ์ในอนาคต
2. ทำความเข้าใจก่อนแก้ไขพฤติกรรมลูก
พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของลูกมักเกิดจากความต้องการที่ยังไม่ได้รับการตอบสนอง (Unmet Needs) หรือการที่ลูกไม่สามารถสื่อสารความรู้สึกที่มีอยู่ออกมาได้ คุณพ่อคุณแม่จึงควรพยายามพูดคุยกับลูก เพื่อหาสาเหตุหรือความต้องการที่แท้จริงก่อน จะช่วยให้แก้ไขพฤติกรรมได้อย่างตรงจุดและง่ายขึ้น
3. เป็นผู้สังเกตการณ์มากกว่าเป็นผู้ควบคุม
บทบาทหลักของคุณพ่อคุณแม่ในแนวทางนี้คือการเป็นกระจกสะท้อน ที่ช่วยให้ลูกมองเห็นและเข้าใจที่มาที่ไปของอารมณ์และพฤติกรรมตัวเอง โดยใช้คำถามปลายเปิดในการสะท้อนความรู้สึก แทนการออกคำสั่งหรือกำหนดว่าลูกควรทำอย่างไร เช่น เมื่อลูกบอกว่าไม่มีเพื่อนเล่นด้วย คุณพ่อคุณแม่ควรถามว่าลูกรู้สึกอย่างไรกับเรื่องนี้ หรือคิดว่าทำไมเพื่อนถึงไม่เล่น แทนการเข้าไปแทรกแซงหรือแก้ปัญหาให้ทันที จะช่วยให้ลูกมีความเข้าอกเข้าใจผู้อื่นมากขึ้น และยังพัฒนาทักษะการแก้ปัญหาด้วยตัวเองอีกด้วย
4. ใช้เหตุผลแทนการลงโทษ
การทำโทษที่สร้างความหวาดกลัวให้เด็ก ไม่ว่าจะเป็นการตี หรือการต่อว่าในที่สาธารณะ สามารถทำลายความรู้สึกปลอดภัยที่ลูกมีต่อคุณพ่อคุณแม่ได้ การสอนลูกจากประสบการณ์ตรง และการใช้เหตุผลง่ายๆ อธิบายให้ลูกเห็นภาพชัดเจน จะช่วยแก้ไขพฤติกรรมลูกได้มากกว่า และลูกจะไม่สูญเสียความไว้ใจต่อคุณพ่อคุณแม่ด้วย
ตัวอย่างเช่น เมื่อลูกไม่เก็บของเล่น แทนที่จะดุหรือบังคับ ให้คุณพ่อคุณแม่ใช้การอธิบายถึงผลที่ตามมาว่าถ้าลูกไม่เก็บของเล่น คนในบ้านอาจมองไม่เห็นและเหยียบของเล่นพังได้

COMMENTS ARE OFF THIS POST