ก่อนคลอดคุณแม่ทุกคนย่อมอยากทำตัวเป็นแม่ที่อบอุ่น อ่อนโยน ใจเย็น และเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้กับลูกเสมอ แต่หลังคลอด สิ่งที่เคยตั้งใจกลับไม่เป็นอย่างที่คิด
ความรู้สึกเครียดและหงุดหงิดเมื่อได้ยินเสียงลูกร้อง เกิดจากภาวะที่อารมณ์และความรู้สึกเอ่อล้นจนเกินควบคุม เรียกว่าภาวะ Sensory Overload ซึ่งเกิดจากการที่สมองได้รับข้อมูลจากประสาทสัมผัสทั้ง 5 (การรับรู้ภาพ เสียง สัมผัส กลิ่น และรสชาติ) มากเกินกว่าจะประมวลผลได้ทัน ทำให้เกิดความรู้สึกท่วมท้น จนรู้สึกวิตกกังวล และหงุดหงิด นำไปสู่การแสดงออกทางพฤติกรรมที่รุนแรงกว่าปกติ เช่น กรีดร้อง ร้องไห้ หรือควบคุมอารมณ์ไม่ได้
ภาวะความท่วมท้นทางอารมณ์สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่จะเกิดขึ้นได้ง่ายกับคุณแม่หลังคลอด ที่ระดับฮอร์โมนในร่างกายลดลงอย่างรวดเร็ว และยังมีความเครียดและความกดดันจากการดูแลลูก ยิ่งทำให้จิตใจและอารมณ์ถูกกระตุ้นได้มากเป็นทวีคูณ
นอกจากนี้ งานวิจัยพบว่า Sensory Overload ที่เกิดขึ้นกับคุณแม่ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความห่วงใยและสัญชาตญาณที่ต้องการปกป้องลูก ประสาทสัมผัสจึงสามารถรับรู้ได้ไวกว่าปกติ
ถึงตรงนี้ คุณแม่ที่เคยหงุดหงิดเมื่อได้ยินเสียงลูกร้องคงจะรู้สึกผิดน้อยลงได้ และเปลี่ยนเป็นการหาวิธีรับมือสภาวะอารมณ์ท่วมท้นที่เกิดขึ้น เพื่อให้คุณแม่กลับมาเลี้ยงลูกได้อย่างมีความสุขมากขึ้น

1. ยอมรับในอารมณ์และความรู้สึกที่เกิดขึ้น
สิ่งสำคัญคือการที่คุณแม่ยอมรับในความรู้สึกที่เกิดขึ้นอย่างตรงไปตรงมา เช่น หากคุณแม่หงุดหงิดเพราะเสียงลูกร้อง ให้ยอมรับและตระหนักว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพียงความรู้สึกชั่วคราว ส่วนหนึ่งอาจเกิดขึ้นจากฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลง ทำให้รู้สึกหงุดหงิดได้ง่าย จากนั้นให้คุณแม่ขอความช่วยเหลือจากคุณพ่อหรือญาติสนิทให้ช่วยดูแลลูกแทนสักพัก เพื่อให้ตัวเองให้มีพื้นที่ในการผ่อนคลายอารมณ์ และเป็นการพาตัวเองออกจากสิ่งกระตุ้นได้โดยไม่ต้องรู้สึกผิดอีกด้วย
2. ให้คุณค่ากับเวลาพัก
ในแต่ละวันคุณแม่ควรมีเวลาพักจริงๆ ของตัวเองบ้าง อาจเป็นการงีบช่วงกลางวัน หรือพักทำงานอดิเรกที่ตัวเองชอบ เช่น อ่านหนังสือ เล่นโทรศัพท์ ฟังเพลง เล่นโยคะ โดยคุณแม่อาจใช้เวลาตอนลูกหลับเป็นเวลาพักของตัวเอง หรือเช้ากว่าลูกสักครึ่งชั่วโมง
การพักไม่ได้หมายความว่าคุณแม่ละเลยลูก แต่เป็นการเพิ่มพลังกายเติมพลังใจให้คุณแม่ไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยจากการเลี้ยงลูกมากเกินไป และยังช่วยลดความเสี่ยงการเกิดภาวะหมดไฟเลี้ยงลูกได้อีกด้วย
3. จัดตารางแต่ละวันให้เรียบง่าย
สำหรับคุณแม่มือใหม่การเลี้ยงลูกถือเป็นภารกิจที่ใช้พลังงานสูงมากอยู่แล้ว หากยังต้องแบ่งพลังงานมาทำงานบ้านทุกอย่างภายในวันเดียว อาจทำให้รู้สึกเหนื่อยล้า และ อาจกระตุ้นให้เกิดภาวะท่วมท้นทางอารมณ์ได้ง่ายขึ้น
คุณแม่จึงควรจัดตารางในแต่ละวันให้ไม่แน่นเกินไป วันไหนที่ต้องเลี้ยงลูกคนเดียว อาจเว้นงานบ้านไว้ก่อนหรือทำเฉพาะงานเบาๆ วันไหนที่คุณสามีอยู่บ้าน อาจขอให้คุณสามีช่วยเลี้ยงลูก หรือให้คุณสามีช่วยทำงานบ้านที่ต้องใช้แรง เพื่อแบ่งเบาความเหนื่อยล้าของคุณแม่
4. พูดคุยกับสมาคมคุณแม่
การได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์หรือระบายความรู้สึกกับกลุ่มคนที่อยู่ในสภาวะเดียวกัน สามารถช่วยลดความรู้สึกโดดเดี่ยว ลดความรู้สึกว่ากำลังเผชิญกับปัญหานี้เพียงคนเดียว นอกจากนี้ คุณแม่ยังได้เห็นมุมมองและวิธีการแก้ไขสถานการณ์ต่างๆ ที่หลากหลายจากคนที่มีประสบการณ์ตรง ช่วยพัฒนาทักษะการเลี้ยงลูกของคุณแม่มือใหม่ได้เป็นอย่างดี
5. ทำสมาธิผ่อนคลายร่างกายและจิตใจ
แม้จะฟังดูเป็นวิธีพื้นฐานทั่วไป แต่การที่คุณแม่หลับตา หายใจลึกๆ 5 ครั้ง โดยหายใจเข้าทางจมูกและหายใจออกทางปากสัก 2 ครั้ง จะช่วยให้คุณแม่ใจเย็นและสามารถเรียกสติกลับมาได้ไวขึ้น ลดการแสดงพฤติกรรมที่กระทบต่อจิตใจลูกได้
นอกจากนี้ การดื่มชาร้อนๆ การนวดผ่อนคลาย หรือแม้แต่การสร้างบรรยากาศให้ผ่อนคลาย เช่น ลดความสว่างของไฟในบ้าน เปิด White sound ก็สามารถช่วยลดความเครียด บรรเทาอารมณ์ที่ท่วมท้นให้สงบลงได้เช่นกัน

COMMENTS ARE OFF THIS POST