READING

หนี-ซ่อน-สู้ ​: แนวทางเอาตัวรอด ที่ลูกควรเรียนรู้ก...

หนี-ซ่อน-สู้ ​: แนวทางเอาตัวรอด ที่ลูกควรเรียนรู้ก่อนเกิดเหตุร้าย

หนี-ซ่อน-สู้

พ่อแม่ทุกคนย่อมอยากให้ลูกเติบโตในสังคมและสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย แต่พ่อแม่ก็ไม่อาจอยู่ข้างลูกได้ทุกวินาที โดยเฉพาะเมื่อลูกต้องออกจากบ้านไปใช้เวลาที่โรงเรียน หรืออยู่ในสถานการณ์ที่ต้องตัดสินใจด้วยตัวเองมากขึ้น ทักษะการตัวรอดเล็กๆ อย่างการรู้ว่าเมื่อไรควรวิ่งออกจากพื้นที่อันตราย ควรหลบไปอยู่ตรงไหน และควรขอความช่วยเหลือจากใคร จึงเป็นทักษะที่มีความสำคัญต่อการออกไปใช้ชีวิตนอกบ้านเป็นอย่างมาก

ในสหรัฐอเมริกา โรงเรียนและสถานศึกษาเป็นหนึ่งในสถานที่ที่เกิดเหตุการณ์รุนแรงขึ้นบ่อยครั้งและต่อเนื่อง ทำให้หลายรัฐเริ่มวางแนวทางการสอนทักษะการเอาตัวรอดและแนวคิด หนี-ซ่อน-สู้ หรือ Run–Hide–Fight เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือเหตุฉุกเฉินที่ถูกนำมาใช้ในหลายประเทศ โดยมีแกนคิดง่ายๆ คือ หากมีภัยคุกคามและมีทางออกที่ปลอดภัย ให้หนีออกจากพื้นที่ หากหนีไม่ได้ให้หาที่ปลอดภัยและหลบซ่อน และหากตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่สามารถหนีหรือหลบได้จริงๆ ค่อยพิจารณาการป้องกันตัวให้ได้เป็นทางเลือกสุดท้าย

สำหรับเด็กอนุบาล การสอน หนี-ซ่อน-สู้ อาจไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุด โดยเฉพาะสำหรับเด็กที่ไม่มีกำลังในการต่อสู้กับคนร้าย จึงมีแนวทาง Run-Hide-Tell ที่คิดค้นและเผยแพร่โดย สำนักงานตำรวจแห่งชาติสหราชอาณาจักร (UK National Counter Terrorism Security Office – NaCTSO) เพื่อใช้เป็นคำแนะนำหลักแก่สาธารณชนในการรับมือกับเหตุร้าย เป็นแนวทางปฏิบัติเพื่อเอาชีวิตรอดจากเหตุวินาศกรรมทางอาวุธหรือเหตุกราดยิง

ความแตกต่างสำคัญจากระบบของสหรัฐฯ คือ การตัดขั้นตอน ‘Fight’ หรือ ‘สู้’ ออกไป แล้วแทนที่ด้วยการ ‘Tell’ (แจ้งเจ้าหน้าที่) เพื่อไม่ให้ประชาชนนำตัวเองไปเสี่ยงปะทะกับคนร้ายโดยไม่จำเป็น

แต่ถึงอย่างนั้น คุณพ่อคุณแม่ควรค่อยๆ สอนให้ลูกมีสัญชาตญาณด้านความปลอดภัย เช่น การสังเกตสิ่งผิดปกติรอบตัว ท่าทางของคนแปลกหน้าที่อยู่ในระยะอันตราย รวมถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างไม่ทันคาดคิด เช่น เห็นควันไฟในห้องเรียน ให้รีบหาทางออกจากอาคาร ถ้าเห็นของอันตรายไม่เข้าไปจับ ถ้าพลัดหลงให้หยุดอยู่ในจุดที่ปลอดภัยและขอความช่วยเหลือ เพราะเป้าหมายของการเรียนรู้ทักษะการเอาตัวรอด ไม่ใช่เพื่อให้ลูกหวาดระแวงหรือกลัวอันตรายตลอดเวลาแต่คือการทำให้ลูกเรียนรู้ว่า เมื่อเกิดเรื่องไม่คาดคิดขึ้นจะสามารถเอาตัวรอดอย่างไรได้บ้าง

1. ‘หนี’ คือการพาตัวเองออกจากอันตราย

RunHideFight_web_1

สิ่งแรกที่ควรสอนลูกคือ เมื่อเจอสถานการณ์ที่ไม่ปลอดภัย ควรรีบพาตัวเองออกมาจากจุดนั้น หากเด็กเล็กยังไม่สามารถแยกแยะสถานการณ์ที่ซับซ้อนได้ คุณพ่อคุณแม่อาจสอนด้วยการใช้สถานการณ์ใกล้ตัว เช่น “ถ้าเห็นควันไฟในโรงเรียน เราไม่จำเป็นต้องเข้าไปดูใกล้ๆ แต่ให้เดินออกมาบอกคุณครู”

หน่วยงาน Counter Terrorism Policing ของสหราชอาณาจักร ซึ่งมีหน้าที่หลักในการปกป้องประชาชนและขัดขวางภัยคุกคามจากการก่อการร้าย ได้อธิบายหลักการที่คล้ายกันเอาไว้คือ Run–Hide–Tell โดยระบุว่า หากมีเส้นทางที่ปลอดภัย การวิ่งออกจากพื้นที่อันตรายเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด ไม่ควรเสียเวลาเก็บของหรือกลับไปหาเพื่อนในพื้นที่เสี่ยง เมื่อปลอดภัยแล้วให้รีบโทร. แจ้งเหตุกับตำรวจหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

สำหรับลูกวัยอนุบาล คุณพ่อคุณแม่อาจสอนด้วยประโยคสั้นๆ เช่น “เห็นอันตราย ถอยออกมา แล้วบอกผู้ใหญ่” เพื่อให้ลูกจำเป็นแนวทางการปฏิบัติได้ง่าย

2. ‘ซ่อน’ คือการรู้จักหาพื้นที่ปลอดภัยเมื่อยังออกไปไม่ได้

RunHideFight_web_2

บางสถานการณ์ลูกอาจไม่สามารถออกจากพื้นที่ได้ทันที การรู้จักหยุดและหาที่ปลอดภัยจึงเป็นทักษะอีกอย่างที่ควรเรียนรู้ โดยเฉพาะในโรงเรียนที่เด็กๆ อาจต้องปฏิบัติตามแผนฉุกเฉินของสถานที่ เช่น การหลบอยู่ในห้องตามคำสั่งของคุณครู

แนวทางด้านความปลอดภัยในสถานศึกษาของสหราชอาณาจักรอธิบายว่า หากไม่สามารถวิ่งออกไปได้ ให้หลบอยู่ในพื้นที่ที่ปลอดภัย พยายามปิดกั้นทางเข้า อยู่ให้ห่างจากประตู และรักษาความเงียบ จนกว่าจะได้รับความช่วยเหลือ

แต่สำหรับเด็กอนุบาล คุณพ่อคุณแม่อาจย้ำให้ลูกทำตามแผนฉุกเฉินของโรงเรียน เช่น หากทุกคนกำลังหลบซ่อนอย่างเงียบๆ ลูกไม่ควรตื่นตระหนก วิ่ง หรือโวยวายออกมาจากที่ซ่อน เพราะนอกจากจะเป็นอันตรายต่อตัวเองแล้ว ยังอาจทำให้คนอื่นได้รับอันตรายไปด้วย

3. ‘สู้’ เป็นทางออกสุดท้าย

RunHideFight_web_3

การสอนให้ลูก ‘สู้’ อาจทำให้เข้าใจผิดได้ง่าย โดยเฉพาะเมื่อพูดกับเด็กเล็ก เพราะเด็กอาจตีความว่า เมื่อเจอคนทำร้ายหรือสถานการณ์อันตราย ให้เข้าไปต่อสู้ทันที แต่ความจริงตามหลักการด้านความปลอดภัย ไม่มีใครต้องการเช่นนั้น

ในแนวทาง Run–Hide–Fight ของสหรัฐฯ การต่อสู้ถูกวางไว้เป็นทางเลือกสุดท้าย เมื่อไม่สามารถหนีหรือหลบได้แล้ว ขณะที่แนวทาง Run–Hide–Tell ของอังกฤษเลือกใช้คำว่า ‘Tell’ เพื่อเน้นการแจ้งเจ้าหน้าที่เมื่อปลอดภัย โดยออกแบบบทเรียนสำหรับเด็กและเยาวชนให้เน้นการหนีและการหลบมากกว่าการเผชิญหน้า

ดังนั้น สำหรับเด็กอนุบาล เราอาจไม่จำเป็นต้องใช้คำว่า ‘สู้’ ในความหมายของการเอาชนะคนร้าย แต่อาจทำเพื่อเอาตัวรอดในเหตุการณ์เฉพาะหน้า เช่น ในยามคับขัน หนีไม่ได้ ซ่อนไม่ได้ ให้รู้จักมองหาของใกล้ตัวที่พอจะใช้เป็นอาวุธป้องกันตัวเองได้

4. สอนให้ลูกขอความช่วยเหลือจากคนที่เหมาะสม

RunHideFight_web_4

ทักษะเอาตัวรอดไม่ได้มีแค่การรู้ว่าจะทำอะไร แต่ยังรวมถึงการรู้ว่าจะขอความช่วยเหลือจากใคร เด็กอนุบาลอาจยังไม่สามารถแก้ปัญหาฉุกเฉินด้วยตัวเอง แต่สามารถเรียนรู้รายชื่อและลักษณะของผู้ใหญ่ที่ช่วยเหลือได้ เช่น พ่อแม่ คุณครู เจ้าหน้าที่โรงเรียน ตำรวจ หรือผู้ใหญ่ที่พ่อแม่กำหนดไว้

คุณพ่อคุณแม่อาจลองเล่นบทบาทสมมติแบบง่ายๆ เช่น “ถ้าหลงกับแม่ในห้าง ลูกจะทำยังไง?” แล้วให้ลูกลองตอบ ไม่จำเป็นต้องคาดหวังคำตอบที่สมบูรณ์แบบ แต่ใช้โอกาสนี้สอนว่า ลูกไม่ควรเดินหรือวิ่งหาแม่ไปเรื่อยๆ และไม่ควรเดินไปกับคนแปลกหน้า แต่ให้มองหาและขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่หรือผู้ใหญ่ที่เหมาะสมตามสถานการณ์

5. ซ้อมอย่างไรไม่ให้ลูกกลัว?

RunHideFight_web_5

การเรียนรู้ทักษะเอาตัวรอด ควรใช้วิธีที่สร้างความมั่นใจและลดความกลัว ไม่ควรเน้นการคิดถึงสถานการณ์เลวร้ายที่สุด และควรคำนึงถึงเด็กที่เคยมีประสบการณ์กระทบกระเทือนใจ เพราะการสอนด้วยความกลัวอาจยิ่งทำให้เด็กไม่สามารถรับสารได้

สำหรับเด็กอนุบาล คุณพ่อคุณแม่อาจเริ่มจากเกมและสถานการณ์ในชีวิตประจำวันที่ลูกคุ้นเคย เช่น เล่นเกม “ถ้าได้ยินสัญญาณไฟไหม้ เราทำอะไร?” ฝึกเดินตามคุณครูเมื่อมีการซ้อมอพยพ หรือเล่นบทบาทสมมติเรื่องการพลัดหลง โดยใช้คำง่าย ๆ และจบกิจกรรมด้วยการย้ำว่า “ถ้าเกิดอะไรขึ้น หนูไม่จำเป็นต้องแก้ปัญหาทุกอย่างคนเดียว แต่ให้มองหาผู้ใหญ่ที่จะช่วยหนูได้”

เพราะการสอนทักษะเอาตัวรอดให้เด็ก ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อให้เด็กพร้อมรับมือกับโลกที่น่ากลัว แต่สอนเพื่อให้รู้ว่า เมื่อเกิดเรื่องไม่คาดคิดขึ้น ลูกต้องมีสติ หาทางออกจากอันตราย และขอความช่วยเหลือได้ในที่สุด

 

อ่านบทความ: #ยกเลิกกฎหมายเยาวชน หรือ #แก้กฎหมายเยาวชน เด็กทำผิด ต้องรับโทษยังไงบ้าง?
อ้างอิง
แนวทาง Run, Hide, Fight ของโรงเรียนรัฐบาลวิชิตา (Wichita Public Schools)
ProtectUK — Act for Youth: RUN HIDE TELL
GOV.UK — Protective security and preparedness for education settings
ความเหมาะสมของการซ้อม Run-Hide-Fight ในเด็กเล็ก โดย KUOW

เป็นคุณแม่จำเป็นที่หลงรักความไร้เดียงสาของเด็กๆ รักสัตว์ ชอบดอกไม้ และเชื่อว่าความอ่อนโยนคือพลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกใบนี้

COMMENTS ARE OFF THIS POST