หากคุณพ่อคุณแม่เคยรู้สึกหงุดหงิดรำคาญใจเวลาเห็นลูกทำอะไรไม่เป็นระเบียบ รู้สึกขัดใจเวลาเห็นของลูกวางไม่ถูกที่ คอยแก้ไขรายละเอียดและข้อผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ ของลูกตลอดเวลา และพยายามทำทุกอย่างเพื่อส่งเสริมและผลักดันให้ลูกได้รับสิ่งที่ดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการเลือกโรงเรียน กิจกรรม หรือคาดหวังให้ลูกมีพัฒนาการตามช่วงวัยอย่างครบถ้วน สิ่งเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณว่าคุณพ่อคุณแม่มีแนวโน้มจะเป็นพ่อแม่ที่ต้องการความสมบูรณ์แบบในชีวิต
พ่อแม่ติดความสมบูรณ์แบบ (Parental Perfectionism) หรือ พ่อแม่เพอร์เฟกต์ชั่นนิสต์ มักใส่ใจและให้ความสำคัญกับรายละเอียดในการเลี้ยงลูกเป็นพิเศษ เพราะเชื่อว่าการวางแผนที่ดี การแก้ไขข้อผิดพลาด และการเตรียมทุกอย่างไว้ให้ล่วงหน้าอยู่เสมอ จะช่วยให้ลูกเติบโตอย่างดีที่สุด แต่ในบางครั้ง การพยายามทำให้ทุกอย่างสมบูรณ์แบบ หรือการเข้าไปช่วยจัดการมากเกินไป อาจทำให้ลูกมีโอกาสฝึกคิด ตัดสินใจ และเรียนรู้จากประสบการณ์ด้วยตัวเองน้อยลง จนส่งผลต่อการเรียนรู้และพัฒนาการของลูกในระยะยาวได้
ในทางจิตวิทยา พ่อแม่ติดความสมบูรณ์แบบ ไม่ได้หมายถึงการเป็นพ่อแม่ที่รักและใส่ใจลูกมากเกินไป แต่หมายถึงคาดหวังในตัวลูกและตั้งมาตรฐานให้กับการเลี้ยงดูลูกสูงเกินไป จนรู้สึกว่าความผิดพลาดเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ และพฤติกรรมเหล่านี้นี่เอง ที่สามารถส่งผลต่อการเรียนรู้และเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาทักษะที่สำคัญของลูกในอนาคต
1. ทักษะการปรับตัวและฟื้นตัวจากความผิดพลาด (Resilience Skill)

ความผิดพลาดและความล้มเหลวเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยให้ลูกเรียนรู้การปรับตัวและการรับมือกับความท้าทาย แต่เมื่อคุณพ่อคุณแม่พยายามจัดการทุกอย่าง หรือเข้าไปช่วยแก้ไขก่อนที่ลูกจะได้ลองผิดลองถูกหรือหาทางแก้ไขด้วยตัวเอง ลูกอาจมีโอกาสฝึกทักษะการรับมือกับความผิดหวังได้น้อยลง เมื่อลูกโตขึ้นและต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ไม่เป็นไปตามความคาดหวัง ลูกอาจรู้สึกไม่มั่นใจหรือกังวลได้ง่าย เพราะยังไม่คุ้นเคยกับการจัดการความรู้สึกที่เกิดจากความผิดพลาด
การเปิดโอกาสให้ลูกได้ลองผิดลองถูกและค่อยๆ หาทางออกด้วยตัวเอง แม้ผลลัพธ์ที่ได้จะไม่สมบูรณ์แบบ แต่ก็เป็นส่วนสำคัญในการสร้างความยืดหยุ่นทางใจให้ลูกในระยะยาวได้
2. พัฒนาการด้านความคิดสร้างสรรค์และการแก้ปัญหา (Creativity & Problem Solving)

ความคิดสร้างสรรค์และการแก้ปัญหามักเกิดขึ้นเมื่อลูกมีพื้นที่ได้ลองคิด ทดลอง และค้นหาวิธีการด้วยตัวเอง แต่สำหรับพ่อแม่เพอร์เฟกต์ชั่นนิสต์ที่ให้ความสำคัญกับความถูกต้องและความเรียบร้อยเป็นพิเศษ อาจเผลอกำหนดวิธีการหรือคำตอบที่ดีที่สุดไว้ล่วงหน้า แม้จะเกิดจากความหวังดี แต่หากเกิดขึ้นบ่อยครั้ง ลูกอาจขาดโอกาสฝึกจินตนาการ คิดวิเคราะห์ และเรียนรู้จากการลองผิดลองถูก จนคุ้นเคยกับการรอคำแนะนำจากผู้อื่น มากกว่าการค้นหาวิธีแก้ปัญหาด้วยตัวเอง
3. ทักษะสมอง EF (Executive Functions)

ความสามารถของสมองส่วนหน้าในการจัดการความคิด อารมณ์ และพฤติกรรม จะพัฒนาได้จากการที่ลูกได้ลงมือทำด้วยตัวเอง แต่เมื่อคุณพ่อคุณแม่เข้าไปจัดการทุกอย่างแทน ตั้งแต่การวางแผน เตรียมความพร้อม หรือแก้ไขข้อผิดพลาดอยู่เสมอ ลูกอาจมีโอกาสฝึกทักษะสมอง EF น้อยลง ทำให้เมื่อเติบโตขึ้นอาจยังไม่มั่นใจในการตัดสินใจ จัดการหน้าที่ของตัวเองได้ยาก หรือจำเป็นต้องพึ่งพาคำแนะนำจากผู้อื่นอยู่เสมอ
4. ความภาคภูมิใจในตัวเอง (Self-Esteem)

ความเชื่อมั่นและคุณค่าในตนเองของเด็กๆ พัฒนาขึ้นจากการได้รับโอกาสลองทำสิ่งต่างๆ และรู้สึกว่าความพยายามของตัวเองได้รับการยอมรับ แต่เมื่อคุณพ่อคุณแม่มุ่งเน้นแต่ความสมบูรณ์แบบหรือคอยเข้าไปแก้ไขข้อผิดพลาดอยู่เสมอ ลูกอาจเริ่มรู้สึกว่าตัวเองยังทำได้ไม่ดีพอ และต้องทำให้สมบูรณ์แบบจึงจะได้รับการยอมรับ เมื่อเติบโตขึ้น เด็กบางคนอาจไม่กล้าตัดสินใจ ขาดความมั่นใจในความสามารถของตัวเอง และพึ่งพาคำชมจากผู้อื่น เพื่อเพิ่มความรู้สึกมั่นใจให้กับตัวเอง
5. ทักษะด้านอารมณ์และการเข้าสังคม
(Emotional & Social Skills)

เด็กที่เติบโตมากับพ่อแม่เพอร์เฟกต์ชั่นนิสต์มักคุ้นเคยกับการพยายามทำสิ่งต่างๆ ให้ถูกต้องและเป็นไปตามความคาดหวังอยู่เสมอ จนบางครั้งอาจให้ความสำคัญกับผลลัพธ์มากกว่าการรับรู้ความรู้สึกของตัวเองและผู้อื่น เมื่อลูกต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ไม่เป็นไปตามต้องการ อาจจัดการอารมณ์ได้ยาก หรือไม่กล้าแสดงความรู้สึกที่แท้จริงออกมา
นอกจากนี้ การยึดติดกับมาตรฐานที่สูงเกินไปอาจส่งผลต่อการมองผู้อื่น ทำให้การยอมรับความแตกต่างและการสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่นเป็นเรื่องที่ท้าทายมากขึ้น

COMMENTS ARE OFF THIS POST