การสั่งสอนให้ลูกเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพคือความตั้งใจและเป้าหมายในการเลี้ยงดูลูกของพ่อแม่ทุกคน แต่กว่าจะถึงวันนั้น เส้นทางการเติบโตก็ไม่ง่ายอย่างที่คิด เมื่อคุณพ่อคุณแม่ต้องเผชิญกับลูกที่ทั้งดื้อ ไม่เชื่อฟัง จะเรียกหรือบอกให้ทำอะไรสักครั้งต้องพูดซ้ำหลายต่อหลายรอบ จนเสียงเรียกธรรมดา กลายเป็นเสียงที่ดังขึ้นโดยไม่รู้ตัว
สิ่งที่ตามมาก็คือ คุณพ่อคุณแม่อาจรู้สึกผิดหรือเสียใจที่ใช้คำพูดและน้ำเสียงที่รุนแรงกับลูก และการดุ ตะคอก หรือออกคำสั่งยังเป็นเพียงการบังคับลูกให้ทำตามและเชื่อฟังได้เป็นครั้งคราว แต่การสื่อสารอย่างสันติ หรือ NVC Parenting (Nonviolent Communication) จะเป็นเครื่องมือที่ช่วยสื่อสารความรู้สึกและความต้องการที่แท้จริงของคุณพ่อคุณแม่ให้ลูกเข้าใจได้โดยไม่ต้องระเบิดอารมณ์ใส่กัน
ดร. มาร์แชลล์ โรแซนเบิร์ก นักจิตวิทยาชาวอเมริกัน ผู้ริเริ่มทฤษฎี Nonviolent Communication ได้กล่าวไว้ว่า หัวใจสำคัญของ NVC Parenting คือ พ่อแม่ต้องคำนึงว่าลูกและพ่อแม่เป็นมนุษย์ที่เท่าเทียมกัน ไม่มีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีอำนาจเหนือกว่ากัน และลูกย่อมมีอิสระในการตัดสินใจด้วยตัวเอง
หากยึดตามแนวทางนี้ คุณพ่อคุณแม่อาจมองความดื้อของลูกเป็นเพียงการแสดงออกเพื่อบอกความต้องการบางอย่างที่ลูกยังสื่อสารออกมาเป็นคำพูดได้ไม่ดีพอ
5 หัวใจหลัก ของทฤษฎีการสื่อสารอย่างสันติ (NVC)
1. สังเกตและไม่รีบตัดสินลูกเกินไป
เวลาลูกแสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ดื้อ ไม่เชื่อฟัง ไม่มีระเบียบ ไม่มีความรับผิดชอบ คุณพ่อคุณแม่อาจรีบตำหนิและเผลอตัดสินลูกไปโดยไม่รู้ตัว เช่น เมื่อเห็นว่าลูกไม่ยอมทำการบ้านเสียที คุณพ่อคุณแม่ก็ดุหรือตำหนิว่าลูกเป็นเด็กขี้เกียจ โดยไม่ทันสังเกตสีหน้า ท่าทาง หรือสอบถามเหตุผลที่แท้จริงจากลูก
ตามแนวทาง NVC แล้วคุณพ่อคุณแม่เห็นว่าลูกยังไม่ได้ทำการบ้าน ให้ลองถามลูกไปตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้า เช่น “ทำไมวันนี้ลูกถึงยังไม่ทำการบ้าน” อย่าเพิ่งรีบตัดสินหรือออกคำสั่ง วิธีนี้อาจทำให้ลูกกล้าที่จะบอกเหตุผลหรือขอความช่วยเหลือจากคุณพ่อคุณแม่ ได้โดยไม่รู้สึกกดดันมากเกินไป
2. สื่อสารอารมณ์อย่างตรงไปตรงมา
สำหรับบ้านที่มีลูกเล็ก การช่วยลูกตั้งชื่ออารมณ์นั้นสำคัญเป็นอย่างยิ่ง บ่อยครั้งที่เด็กเล็กแสดงอาการก้าวร้าวออกมา เพราะไม่รู้จะสื่อสารออกมาให้คุณพ่อคุณแม่เข้าใจเป็นคำพูดอย่างไร การสอนให้ลูกรู้จักกับอารมณ์และความรู้สึกต่างๆ จะช่วยลดระดับความพลุ่งพล่านของอารมณ์ลงได้
ในมุมของคุณพ่อคุณแม่ เมื่อเห็นลูกแสดงพฤติกรรมไม่น่ารัก ควรสื่อสารความรู้สึกที่แท้จริงออกไปด้วยคำพูด โดยปราศจากการกล่าวโทษ เช่น แทนที่จะตำหนิว่าลูกเป็นเด็กขี้เกียจและไม่มีความรับผิดชอบ อาจพูดว่า “แม่เป็นห่วงว่าถ้าลูกไม่ทำการบ้านตอนนี้แล้วเราจะไม่มีเวลาอ่านนิทานกันนะ” เพื่อลดโอกาสการปะทะอารมณ์และความดื้อต่อต้านของลูกจะลดลงด้วย
3. ค้นหาความต้องการที่ซ่อนอยู่
เบื้องหลังของพฤติกรรมเด็กดื้อมีสิ่งที่ต้องการซ่อนอยู่เสมอ เวลาที่ลูกร้องไห้หรืออาละวาด เป็นเพราะต้องการบางสิ่งบางอย่าง แต่คุณพ่อคุณแม่อาจมองข้ามหรือไม่เคยเปิดโอกาสให้ลูกได้พูด เช่น สถานการณ์ที่ลูกไม่ยอมทำการบ้าน อาจเป็นเพราะลูกอยากให้คุณพ่อคุณแม่ช่วยสอน หรืออาจมีเรื่องกังวลจากที่โรงเรียน หากคุณพ่อคุณแม่ค้นหาความต้องการที่ซ่อนอยู่ของลูกเจอ จะสามารถแก้ปัญหาหรือเจรจาต่อรองกับลูกได้อย่างสันติมากขึ้น
4. ร้องขออย่างสร้างสรรค์
การออกคำสั่งอาจได้ผลในช่วงที่ลูกยังเล็ก แต่เมื่อลูกโตขึ้นความรู้สึกต่อต้านที่เป็นไปตามวัยยิ่งเพิ่มระดับความรุนแรง ดังนั้น การ “ขอ” ให้ลูกทำตามจึงให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าในระยะยาว
คุณพ่อคุณแม่ควรใช้น้ำเสียงที่นุ่มนวลและเลือกใช้คำพูดที่สร้างสรรค์ เช่น เมื่อลูกส่งเสียงดัง แทนที่จะตวาดหรือสั่งให้ลูกหยุดส่งเสียง ให้ใช้การยื่นข้อเสนอ “แม่กำลังทำงาน ลูกช่วยเล่นเบาๆ หรือไปเล่นห้องอื่นได้ไหม” การพูดเช่นนี้จะทำให้ลูกรู้สึกว่ามีทางเลือกและไม่รู้สึกว่าถูกบังคับมากเกินไป
5. ความเห็นอกเห็นใจคือกุญแจ
สิ่งสำคัญของ Nonviolent Communication คือความเห็นอกเห็นใจ (Empathy) แม้ในยามที่ลูกทำตัวไม่น่ารัก คุณพ่อคุณแม่ควรระลึกอยู่เสมอว่าทุกพฤติกรรมของลูกนั้นมีที่มา ค่อยๆ พูดคุยกับลูกด้วยความเข้าใจ ในขณะเดียวกัน ในวันที่คุณพ่อคุณแม่เหนื่อยล้าจนเผลอหลุดปากดุลูกไป ให้ยอมรับและให้อภัยตัวเองเช่นกัน

COMMENTS ARE OFF THIS POST