เวลาคุณพ่อคุณแม่ได้ยินลูกพูดว่า “หนูทำไม่ได้หรอก” หรือ “วันนี้ต้องออกมาแย่แน่ๆ เลย” ก็คงจะอดเป็นห่วงไม่ได้ว่า ทำไมลูกถึงเป็นเด็กที่ไม่มีความมั่นใจในตัวเอง และมองโลกในแง่ร้ายกว่าที่ควรจะเป็น บางครั้งคุณพ่อคุณแม่อาจพยายามรีบเข้าไปปลอบ รีบให้กำลังใจ และอดสงสัยไม่ได้ว่าอะไรทำให้ลูกเป็นเด็กที่มีมุมมองลบๆ อย่างที่เป็นอยู่
เรามักคุ้นชินว่าเด็กจะเติบโตขึ้นมาเป็นอย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับการเลี้ยงดูและสั่งสอนของพ่อแม่ แต่งานวิจัยหลายชิ้นระบุว่า สิ่งสำคัญยิ่งกว่าคำสอนของพ่อแม่ก็คือลูกมักเรียนรู้จากสิ่งที่ ‘พ่อแม่เป็น’ มากที่สุด ไม่ว่าจะน้ำเสียง สายตา หรือท่าทางที่พ่อแม่ใช้พูดคุย ตำหนิ หรือต่อว่าลูกด้วยความเป็นห่วง ทั้งหมดล้วนกลายเป็น ‘แว่นตา’ เล็กๆ ที่ลูกใช้มองตัวเองและโลกใบนี้ เช่น พ่อแม่ที่ชอบใช้คำพูดแย่ๆ เพียงเล็กน้อย หรือส่งสายตาตำหนิ ลูกล้วนรับรู้ถึงสิ่งเหล่านั้น และอาจทำให้ ลูกคิดลบ จนเป็นนิสัยติดตัวต่อไปได้
ดังนั้น นิสัยมองโลกในแง่ร้ายของลูก อาจไม่ได้เกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ แต่เป็นสิ่งที่ลูกได้รับอิทธิพลจากประสบการณ์ ความสัมพันธ์ และคำพูดที่ได้ยินเป็นประจำ โดยเฉพาะสิ่งที่เห็นและเรียนรู้จากคนใกล้ตัวอย่างพ่อแม่ พฤติกรรมบางอย่างที่ผู้ใหญ่คิดว่าเป็นเพียงการเตือน การปกป้อง หรือการกระตุ้นให้ลูกพยายาม อาจค่อยๆ ทำให้ ลูกคิดลบ กับตัวเองและคาดหวังผลลัพธ์ด้านลบมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว
5 พฤติกรรมของพ่อแม่ที่อาจทำให้ ลูกเป็นคนคิดลบ โดยไม่รู้ตัว
1. ดุหรือตำหนิอย่างรุนแรง

การดุหรือตำหนิอย่างรุนแรง (Harsh arenting) งานวิจัยที่ตีพิมพ์ใน Scientific Reports พบว่าเด็กๆ ที่เผชิญกับการเลี้ยงดูแบบรุนแรงมีแนวโน้มที่กระบวนการคิดจะถูกพัฒนาไปในเชิงลบ ติดอยู่ในนิสัยคิดลบ และครุ่นคิดซ้ำๆ ถึงข้อบกพร่องหรือความผิดพลาดของตัวเองซ้ำๆ โดยมักจะโทษตัวเองในแง่เชิงลบ คำพูดของพ่อแม่กลายเป็น ‘เสียงในหัว’ ที่เด็กใช้ตัดสินตัวเองไปตลอดชีวิต และส่งผลต่อการเข้าใจอารมณ์ของผู้อื่นด้วย
2. โฟกัสข้อผิดพลาดมากกว่าจุดแข็งของลูก

Dr. Roseann อธิบายถึงการโฟกัสข้อผิดพลาดมากกว่าจุดแข็งของลูก หรือเรียกว่า negativity bias ว่าเป็นพฤติกรรมของพ่อแม่ที่ส่งผลต่อลูกเมื่อพ่อแม่มีอคติเชิงลบ เพราะพ่อแม่มักจะโฟกัสไปที่ข้อผิดพลาดหรือจุดบกพร่องของลูกมากกว่าจุดแข็งหรือความสำเร็จ ซึ่งพฤติกรรมนี้นำไปสู่การวิจารณ์และคำพูดเชิงลบที่มีต่อลูกอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทำร้ายความภาคภูมิใจในตนเอง สุขภาวะทางอารมณ์ของลูก และความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่ลูก ทำให้ลูกน้อยที่เติบโตมาในบรรยากาศแบบนี้ จะกลายเป็นคนที่สมองถูกฝึกให้มองหาสิ่งผิดเป็นค่าเริ่มต้นมากกว่าจะมองเห็นความก้าวหน้าหรือมองเห็นสิ่งดีๆ ในชีวิต
3. การปฏิเสธความรู้สึกของลูก

บางครั้งการดุลูกไม่ให้ร้องไห้เพราะหวังให้ลูกเข้มแข็ง ด้วยคำพูดที่ดูเหมือนไม่มีพิษภัย เช่น ‘อย่าร้องไห้’ หรือ ‘แค่นี้เอง’ อาจส่งผลกระทบมากกว่าที่คิด เพราะการเพิกเฉยต่อความรู้สึกของลูกทำให้เด็กเชื่อว่าอารมณ์และปัญหาของตนเองไม่มีความสำคัญ งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยวอชิงตันยังเชื่อมโยงการเพิกเฉยความรู้สึกในครอบครัว ยังส่งผลต่อการเกิดพฤติกรรมทำร้ายตัวเองในเด็ก รวมถึงพฤติกรรมก้าวร้าวที่แสดงออกอย่างเห็นได้ชัด การมีปัญหากับเพื่อน และความสามารถด้านอารมณ์ที่ต่ำลงด้วย ฉะนั้นพ่อแม่ควรเปิดพื้นที่ให้ลูกได้แสดงออกด้านอารมณ์โดยไม่ละเลยและไม่ตัดสิน
4. เปรียบเทียบลูกกับพี่น้องหรือคนอื่น

งานวิจัยจาก Frontiers in Psychology (2025) พบว่าผู้ใหญ่ที่เคยเผชิญการแข่งขันหรือการเปรียบเทียบกับพี่น้องอย่างหนักในวัยเด็ก มักมีความรู้สึกเชื่อมั่นในความสามารถตนเอง ความภาคภูมิใจในตนเอง และความพึงพอใจในชีวิตต่ำกว่าในคนรุ่นวัยเดียวกัน รวมถึงมีแนวโน้มที่จะเก็บกดปัญหาอยู่ภายในด้วย เพราะการที่พ่อแม่เปรียบเทียบลูกกับพี่น้องหรือคนอื่นๆ จะทำให้เด็กรู้สึกถึงช่องว่างระหว่างตนเองกับผู้อื่น ในระดับที่ผู้อื่นมีมากกว่าหรืออยู่ในตำแหน่งที่สูงกว่าตนเอง จนทำให้ลูกเกิดอารมณ์เชิงลบ เช่น ซึมเศร้าและวิตกกังวล นอกจากนี้การติดป้ายให้ลูกแต่ละคน เช่น ‘คนเก่ง’ ‘คนซน’ หรือ ‘คนขี้ใจน้อย’ ยังอาจฝังลึกเป็นภาพจำตัวตนถาวรได้ด้วย ดังนั้นแล้วพ่อแม่ควรหลีกเลี่ยงการเปรียบเทียบ หรือให้ฉายาในเชิงลบกับลูก แม้จะเป็นการหยอกล้อก็ตาม
5. การให้คำชมแบบมีเงื่อนไข

พฤติกรรมในข้อนี้พ่อแม่หลายคนอาจไม่ได้คาดคิดและไม่ได้ตั้งใจให้เกิดผลเสีย แต่งานวิจัยของ Assor และ Roth ได้อธิบายถึงพฤติกรรมนี้เอาไว้ว่า เด็กที่เผชิญกับการยอมรับแบบมีเงื่อนไขจะซึมซับความเชื่อว่าความผิดพลาดหมายถึงการสูญเสียความรัก และเมื่อความอบอุ่นและคำชมของพ่อแม่ขึ้นอยู่กับผลงาน เด็กจะพัฒนาคุณค่าในตนเองที่ผูกติดกับผลงาน จนทำให้เกิดความกังวลล่วงหน้าต่อสิ่งที่อาจผิดพลาด เช่น ถ้าเกรดไม่ดีพ่อแม่จะไม่รัก ถ้าเรียนได้ดีจะให้รางวัล เป็นต้น เพราะเมื่อลูกทำตามที่พ่อแม่คาดหวังไม่ได้ และไม่ได้รางวัล อาจทำให้ลูกรู้สึกว่าความผิดพลาดหมายถึงการขาดการเชื่อมโยงกับพ่อแม่ สิ่งที่จะตามมาคือลูกจะกลัวความล้มเหลวอยู่ตลอดเวลา และคิดร้ายกับความผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ จนเกินจริงด้วย

COMMENTS ARE OFF THIS POST