คุณพ่อคุณแม่ทุกคนย่อมอยากให้ลูกเป็นเด็กดี เชื่อฟังคำสอนของพ่อแม่ แต่ไม่รู้จะอธิบายหรือเอาความจริงด้านไหนมาสร้างแรงจูงใจให้ลูกเชื่อฟังได้ จึงพยายามสร้างเทคนิคการเจรจาที่ออกมาในรูปแบบคำพูดหลอกๆ ที่ไม่สมเหตุสมผล เพื่อหวังผลเฉพาะหน้า
แม้การสร้างเรื่องหลอก อาจปรับพฤติกรรมของลูกได้จริง แต่เรื่องไม่จริงบางอย่าง นอกจากทำให้ลูกกลัวและเป็นกังวลแล้ว อาจกลายเป็น คำพูดทำร้ายจิตใจลูก จนทำให้เกิดความเชื่อผิดๆ และจดจำฝังใจได้
โดยเฉพาะกับลูกที่อยู่ในช่วงอายุ 2-6 ปี ซึ่งเป็นช่วงวัยที่ร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญาของลูกกำลังพัฒนาได้อย่างรวดเร็ว เมื่อคุณพ่อคุณแม่สอนอะไรลูกจะจดจำและทำตามได้เป็นอย่างดี แต่สมองของเด็กก็ยังไม่สามารถพัฒนาจนให้สามารถแยกแยะเรื่องราวที่ซับซ้อน หรือเรื่องจริงกับเรื่องหลอกได้อย่างชัดเจน
มีเรื่องหลอกลวงมากมายที่ผู้ใหญ่มักใช้เพื่อเอาชนะความดื้อและซนของเด็ก แต่มี 4 เรื่องสำคัญที่หากคุณพ่อคุณแม่นำมาใช้เป็นเทคนิคการเจรจากับลูกแล้วละก็ อาจกลายเป็น คำพูดทำร้ายจิตใจลูก ได้มากกว่าที่คิด
1. “พ่อแม่เก็บลูกมาจากถังขยะ”
เด็กเล็กมักมีคำถามที่สงสัยเกี่ยวกับตัวตนและการมีอยู่ของตัวเองมากมาย เช่น ตัวเองเกิดมาได้ยังไง ทำไมถึงมาเป็นลูกของพ่อกับแม่ ดังนั้น การหลอกหรือล้อเล่นว่าลูกถูกเก็บมาจากที่อื่น หรือเก็บมาจากถังขยะ จะทำให้ลูกเกิดความสับสนและรู้สึกไม่มั่นคงในครอบครัวของตัวเองได้
เด็กบางคนอาจตีความได้ว่าตัวเองไม่ใช่ส่วนหนึ่งของครอบครัว หรือไม่ได้เป็นที่ต้องการของคุณพ่อคุณแม่ แค่บังเอิญเก็บมาเลี้ยงดูจนอาจนำไปสู่ความกังวลว่าจะถูกทอดทิ้งได้
2. “ถ้าไม่ไปโรงเรียน พ่อแม่จะไม่รัก”
การพยายามบอกให้ลูกทำหรือไม่ทำอะไร โดยใช้ความรักของคุณพ่อคุณแม่มาต่อรอง จะทำให้ลูกรู้สึกว่าความรักของพ่อแม่เป็นสิ่งมีเงื่อนไข และจะได้รับก็ต่อเมื่อทำตัวดีหรือทำตามที่คุณพ่อคุณแม่บอกไว้เท่านั้น
แม้จะได้ผลในช่วงเวลาหนึ่ง แต่ความกังวลเกี่ยวกับความรักของคุณพ่อคุณแม่ จะเป็นจุดเริ่มต้นของการกลัวไม่เป็นที่รัก ขาดความมั่นใจตัวเอง และยังลดทอนการเป็นคนเห็นคุณค่าในตัวเอง เมื่อโตขึ้นลูกจะมีนิสัยยอมฝืนใจตัวเองเพื่อตามใจคนอื่น ขี้เกรงใจ ไม่กล้าปฏิเสธ เพราะกลัวการไม่เป็นที่ยอมรับหรือไม่ได้รับความรักจากคนรอบข้าง ทำให้ตัวเองอึดอัดได้
3. “ไม่เจ็บหรอก ไม่ต้องร้องไห้”
เวลาที่ลูกต้องอยู่ในสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับความเจ็บปวด เช่น หกล้ม เป็นแผล หรือไปให้คุณหมอฉีดยา คุณพ่อคุณแม่อาจต้องการปลอบใจลูก ไม่อยากให้ลูกกลัว อยากให้ลูกเลิกร้องไห้ หรือมีเจตนาปลูกฝังความเข้มแข็งและไม่อยากให้ลูกร้องไห้ง่ายๆ
แต่สิ่งที่ตามมาก็คือ การพยายามปิดกั้นอารมณ์ของลูก ทำให้ลูกรู้สึกว่าการแสดงออกว่าเจ็บปวด กลัว หรือเศร้าเสียใจ เป็นเรื่องที่คุณพ่อคุณแม่ไม่อยากให้เกิดขึ้น และยังเกิดความสับสนคลางแคลงใจในความรู้สึกของตัวเอง เช่น รู้สึกเจ็บ แต่เมื่อถูกบอกว่าไม่เจ็บ ก็ต้องอดทนให้ไหว
4. “ถ้าเป็นเด็กไม่ดี ตำรวจจะมาจับ”
หนึ่งในวิธีการสร้างเรื่องหลอก ที่ผู้ใหญ่ชอบนำมาใช้กับเด็กก็คือการหลอกให้กลัวโดยใช้บุคคลที่สามที่ลูกรู้จัก เช่น หมอ ตำรวจ หรือคุณครู เป็นเครื่องมือต่อรอง เพื่อให้ลูกเชื่อฟังอย่างรวดเร็ว
แต่ผลที่ตามมาก็คือ ความวิตกกังวลและความกลัวที่ไม่จำเป็น เช่น ลูกอาจรู้สึกไม่ดีและกลัวตำรวจโดยไม่มีเหตุผล กลัวคุณหมอที่ต่อไปจะต้องมาคอยช่วยดูแลรักษาลูกตอนป่วย และเกิดการเชื่อฟังที่มาจากความกลัว ไม่ใช่เพราะเข้าใจว่าอะไรคือสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ต้องการสอนอย่างแท้จริง

COMMENTS ARE OFF THIS POST