ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา หากคุณพ่อคุณแม่เคยได้ยินคำว่า ‘พ่อแม่แบบเฮลิคอปเตอร์’ (Helicopter Parenting) หรือพ่อแม่ที่เลี้ยงลูกด้วยการพยายามควบคุมและจัดการทุกอย่างในชีวิตลูก น่าจะพอเห็นว่าการเลี้ยงลูกเช่นนี้ เป็นวิธีที่เริ่มถูกตั้งคำถามมากขึ้น เมื่อมีงานวิจัยชี้ว่าการเลี้ยงลูกแบบเฮลิคอปเตอร์อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิต ความมั่นใจ และความสามารถในการพึ่งพาตนเองของลูกได้
หลังจากนั้น จึงเริ่มมีแนวคิดที่เรียกว่า เลี้ยงลูกแบบนกฮัมมิงเบิร์ด (Hummingbird Parenting) ก็เริ่มได้รับความสนใจมากขึ้น เพราะเป็นรูปแบบการเลี้ยงดูที่พ่อแม่ยังคงอยู่ใกล้ลูก แต่ก็พื้นที่ให้ลูกเติบโตมากพอ เพื่อให้ลูกได้เรียนรู้และฝึกหัดใช้ชีวิตของตัวเอง ภายใต้กรอบที่ปลอดภัยและยังมีความอบอุ่นทางอารมณ์
นอกจากนี้ การ เลี้ยงลูกแบบนกฮัมมิงเบิร์ด ยังมีรากฐานสอดคล้องกับแนวคิด Authoritative Parenting ของ Diana Baumrind นักจิตวิทยาพัฒนาการผู้เสนอกรอบการเลี้ยงดูตั้งแต่ทศวรรษ 1960 ซึ่งเน้นการมีขอบเขตและความคาดหวังที่ชัดเจนควบคู่ไปกับการตอบสนองทางอารมณ์อย่างอบอุ่น รับฟัง และเคารพความเป็นตัวของตัวเองของลูกอีกด้วย
แนวทางการ เลี้ยงลูกแบบนกฮัมมิงเบิร์ด (Hummingbird Parenting)
1. อยู่ใกล้เพื่อสังเกต ไม่ใช่อยู่ใกล้เพื่อควบคุม
หัวใจสำคัญของการเลี้ยงลูกแบบนกฮัมมิงเบิร์ด คือการเฝ้ามองลูกอย่างตั้งใจมากกว่าการเข้าไปจัดการทันที คุณพ่อคุณแม่ยังคงอยู่ใกล้ลูก เห็นพฤติกรรม เห็นอารมณ์ และรับรู้สิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตลูก แต่เลือกที่จะไม่เข้าไปแทรกแซงทุกสถานการณ์โดยอัตโนมัติ
แนวคิดนี้ต่างจาก Helicopter Parenting ตรงที่ พ่อแม่ไม่รู้สึกว่าทุกปัญหาของลูกคือหน้าที่ที่ต้องรีบเข้าไปแก้ทันที แต่จะประเมินก่อนว่า นี่เป็นสถานการณ์ที่ลูกสามารถลองจัดการเองได้หรือไม่ หากยังไม่ถึงจุดอันตรายหรือเกินศักยภาพของลูก คุณพ่อคุณแม่จะเลือกรอดูเพื่อเปิดพื้นที่ให้การเรียนรู้เกิดขึ้นจริง
2. ทำความเข้าใจว่าเด็กในแต่ละช่วงวัยมีความพร้อมไม่เท่ากัน
Dr. Mike Brooks นักจิตวิทยาคลินิกชาวอเมริกัน อธิบายว่าการเลี้ยงลูกที่ดีควรปรับวิธีดูแลให้เหมาะกับวัยและความสามารถของเด็ก ไม่ใช่ดูแลลูกด้วยวิธีเดียวกันตั้งแต่เล็กจนโต แนวคิดนี้ทำให้การเลี้ยงลูกแบบนกฮัมมิงเบิร์ดไม่ใช่การปล่อยลูกตั้งแต่ยังไม่พร้อม แต่เป็นการอยู่ใกล้ๆ คอยช่วยเหลือลูกในช่วงเวลาที่จำเป็น และค่อยๆ ถอยออกมาเมื่อเห็นว่าลูกเริ่มดูแลตัวเองได้มากขึ้นแล้ว
3. ยอมรับว่าความผิดพลาดเป็นส่วนหนึ่งของการเติบโต
พ่อแม่แบบนกฮัมมิงเบิร์ดมักมองว่าความล้มเหลวไม่ใช่สิ่งที่ต้องหลีกเลี่ยง แต่เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ เด็กไม่ได้เติบโตจากการทำถูกต้องทุกครั้ง แต่เติบโตจากการได้ลองทำ ได้ผิดพลาด และได้ทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยตัวเอง
งานวิจัยชี้ว่าเด็กที่ถูกควบคุมมากเกินไปมักขาดทักษะในการรับมือกับปัญหา และรู้สึกไม่มั่นใจว่าตนเองจะจัดการชีวิตได้หากไม่มีพ่อแม่คอยอยู่เบื้องหลังตลอดเวลา ดังนั้น การเลี้ยงลูกแบบนกฮัมมิงเบิร์ดจึงไม่รีบเข้าไปป้องกันทุกความผิดพลาด แต่เลือกอยู่ใกล้เพื่อช่วยดูแลและประคองอารมณ์เมื่อลูกพลาด เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้ทั้งบทเรียนจากเหตุการณ์ และการฟื้นตัวทางใจไปพร้อมกัน
4. สนับสนุนทางอารมณ์ แต่ไม่แย่งการแก้ปัญหาจากลูก
หนึ่งในหัวใจสำคัญของการเลี้ยงลูกแบบนกฮัมมิงเบิร์ด คือการแยกให้ออกระหว่างการอยู่ข้างลูกเพื่อดูแลความรู้สึก กับการเข้าไปจัดการปัญหาแทนทั้งหมด คุณพ่อคุณแม่ยังคงรับฟัง เห็นใจ และยอมรับอารมณ์ของลูกอย่างจริงจัง แต่ไม่รีบเฉลยคำตอบหรือรีบแก้ปัญหาให้ทุกเรื่อง
งานวิจัยด้านสุขภาพจิตเด็กยังพบว่า เด็กที่ได้รับการสนับสนุนทางอารมณ์อย่างพอดี โดยไม่ถูกควบคุมมากเกินไป มักจัดการความเครียดได้ดีกว่า และมีความเสี่ยงต่อภาวะวิตกกังวลและซึมเศร้าน้อยลงอีกด้วย
5. มีเขตชัดเจน แต่ตั้งอยู่บนการอธิบายและความเห็นใจ
การเลี้ยงลูกแบบนกฮัมมิงเบิร์ดไม่ใช่การตามใจหรือปล่อยทุกอย่าง คุณพ่อคุณแม่ยังคงมีกติกาและขอบเขตที่ชัดเจน แต่แทนที่จะสั่งหรือบังคับ คุณพ่อคุณแม่ควรอธิบายเหตุผล และรับฟังความรู้สึกของลูกไปพร้อมกัน
เพราะขอบเขตที่ตั้งขึ้นไม่ได้ถูกใช้เพื่อควบคุม แต่ใช้เพื่อดูแล เช่น บอกลูกว่าอะไรทำได้ อะไรยังไม่เหมาะสม และเพราะเหตุใด เมื่อลูกเข้าใจเหตุผล เขาจะค่อยๆ เรียนรู้การเคารพกติกา ไม่ใช่เพราะกลัวถูกดุ แต่เพราะรู้ว่ากติกานั้นมีไว้เพื่อความปลอดภัยและความเป็นอยู่ที่ดีของตัวเอง
6. ปรับบทบาทพ่อแม่ตามสถานการณ์ ไม่ยึดติดกับรูปแบบเดียว
ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็กอธิบายตรงกันว่า การเลี้ยงลูกไม่สามารถใช้วิธีเดียวได้ตลอดทุกช่วงวัย อาจต้องปรับวิธีดูแลไปมา ตามอายุของลูก สถานการณ์ที่เกิดขึ้น และลักษณะนิสัยของลูกแต่ละคน

COMMENTS ARE OFF THIS POST