READING

เด็กขี้กลัว : อะไรคือปัจจัยที่หล่อหลอมความกลัวของเ...

เด็กขี้กลัว : อะไรคือปัจจัยที่หล่อหลอมความกลัวของเด็ก?

เด็กขี้กลัว

ถ้าคุณพ่อคุณแม่เคยเห็นคลิปเด็กวัยเตาะแตะกล้าจับงูมาเล่น  หรือหัวเราะชอบใจให้หน้าตาและเสียงร้องของตุ๊กแก โดยไม่มีท่าทีหวาดกลัวสักนิด แล้วเคยสงสัยไหมคะว่าทำไมเด็กบางคนจึงไม่กลัวในสิ่งที่ผู้ใหญ่หลายคนกลัว… นั่นเป็นเพราะความจริงแล้ว มนุษย์ไม่ได้เกิดมาพร้อมความกลัวต่อสิ่งต่างๆ และความกลัวส่วนใหญ่ก็ไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ

งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ชี้ให้เห็นว่า มนุษย์มีความกลัวพื้นฐานที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิดเพียงสองอย่าง คือ ความกลัวการตกจากที่สูง และความกลัวเสียงดัง ซึ่งเป็นกลไกตามธรรมชาติที่ช่วยป้องกันอันตรายและเอื้อต่อการเอาชีวิตรอด แต่เมื่อพูดถึง เด็กขี้กลัว หลายคนอาจคิดว่าเป็นเรื่องของนิสัย ความคิด และจินตนาการที่เกินจริงไปเองของเด็ก แต่ในความเป็นจริง ความกลัวของเด็กเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย ทั้งพื้นฐานอารมณ์ พัฒนาการตามวัย และประสบการณ์ที่เคยพบเจอมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นการกลัวสัตว์บางชนิด กลัวความมืด กลัวการอยู่คนเดียว กลัวการเข้าสังคม หรือกลัวการทำผิดพลาด

แต่เมื่อมองความกลัวในมุมของพัฒนาการและการเรียนรู้ ความกลัวไม่ใช่อารมณ์ที่เลวร้ายจนต้องหาทางกำจัด แต่เป็นกลไกตามธรรมชาติที่ช่วยปกป้องลูกจากอันตรายได้ และนอกเหนือจากความกลัวพื้นฐานที่ติดตัวมาตั้งแต่แรกเกิด ลองมาทำความเข้าใจว่าอะไรคือปัจจัยที่หล่อหลอมให้ลูกกลายเป็น เด็กขี้กลัว ได้อีก

1. ปฏิกิริยาของคนใกล้ชิด

ChildhoodFear_web_1

เด็กเล็กเรียนรู้วิธีมองโลกจากปฏิกิริยาของคุณพ่อคุณแม่ โดยเฉพาะเมื่อเผชิญกับสิ่งใหม่หรือสถานการณ์ที่ไม่คุ้นเคย ในทางจิตวิทยาเรียกกระบวนการนี้ว่า ‘Social Referencing’ ซึ่งหมายถึงการที่เด็กสังเกตสีหน้า น้ำเสียง และการตอบสนองของผู้เลี้ยงดูก่อนตัดสินใจว่าจะรู้สึกหรือปฏิบัติต่อสิ่งนั้นอย่างไร

หากคุณพ่อคุณแม่แสดงอาการตกใจ หวาดกลัว หรือหลีกเลี่ยงบางสิ่งอยู่บ่อยครั้ง เช่น แมลง เลือด หรือคนแปลกหน้า ลูกจะค่อยๆ ซึมซับว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นสิ่งที่ควรกลัว และแสดงความกลัวตามไปด้วย

2. ประสบการณ์ที่ฝังใจ

ChildhoodFear_web_2

ประสบการณ์ตรงที่ทำให้ลูกรู้สึกตกใจ เจ็บปวด หรือไม่ปลอดภัย อาจเป็นจุดเริ่มต้นของความกลัวได้ ทางจิตวิทยาเรียกว่า ‘Direct Conditioning’ หรือการเรียนรู้จากประสบการณ์โดยตรง เช่น เด็กที่เคยถูกสุนัขเห่าใส่อย่างไม่ทันตั้งตัว หรือเคยหลงทางในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคย อาจเริ่มรู้สึกกังวลและพยายามหลีกเลี่ยงสถานการณ์ลักษณะเดียวกันในครั้งต่อไป เพราะสมองได้จดจำประสบการณ์นั้นไว้เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำอีก

3. คำขู่และการปกป้องที่มากเกินไป

ChildhoodFear_web_3

คุณพ่อคุณแม่ทุกคนย่อมอยากปกป้องลูกจากอันตราย แต่หากลูกได้รับคำเตือนหรือการห้ามบ่อยๆ แม้ในสถานการณ์ที่ไม่ได้มีความเสี่ยงมาก ก็อาจทำให้ลูกรู้สึกว่าโลกภายนอกเต็มไปด้วยสิ่งที่น่ากลัวและควรหลีกเลี่ยงอยู่เสมอ เด็กบางคนจึงเริ่มไม่มั่นใจที่จะลองทำสิ่งใหม่ๆ หรือกังวลกับเหตุการณ์ที่อาจยังไม่เกิดขึ้นจริง

นอกจากนี้ การใช้ความกลัวเป็นเครื่องมือในการสอนหรือควบคุมพฤติกรรม แม้จะได้ผลในระยะสั้น แต่ก็อาจทำให้ลูกจดจำความรู้สึกหวาดระแวงมากกว่าการเข้าใจเหตุผล จนทำให้สูญเสียความมั่นใจในการสำรวจสิ่งรอบตัว และเลือกหลีกเลี่ยงประสบการณ์ใหม่ๆ เพราะกังวลว่าจะเกิดอันตรายหรือทำผิดพลาด

4. สื่อและจินตนาการของเด็ก

ChildhoodFear_web_4

เด็กเล็กยังแยกแยะระหว่างเรื่องจริงกับเรื่องสมมติได้ไม่สมบูรณ์ หากได้รับชมสื่อที่มีเนื้อหารุนแรง น่ากลัว หรือไม่เหมาะสมกับวัย ภาพและเหตุการณ์ต่างๆ อาจถูกนำไปเชื่อมโยงกับจินตนาการของลูก จนเกิดเป็นความกังวลหรือความกลัวในชีวิตประจำวันได้

คุณพ่อคุณแม่จึงควรเลือกสื่อที่เหมาะสมกับวัย และเปิดโอกาสให้ลูกได้พูดคุยถึงสิ่งที่เห็นหรือสิ่งที่กังวล จะช่วยลดความกลัวและทำให้ลูกรู้สึกปลอดภัยมากขึ้น

5. บรรยากาศในครอบครัว

ChildhoodFear_web_5

ความรู้สึกปลอดภัยในครอบครัวเป็นพื้นฐานสำคัญของพัฒนาการทางอารมณ์ หากเด็กเติบโตในบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความตึงเครียด ความขัดแย้ง หรือไม่กล้าแสดงความรู้สึกของตัวเองเพราะกลัวถูกตำหนิ เด็กอาจรู้สึกไม่มั่นคงทางอารมณ์และวิตกกังวลได้ง่าย

การเปิดพื้นที่ให้ลูกได้พูดคุย แสดงความรู้สึก และรับฟังกันด้วยความเข้าใจ จะช่วยให้ลูกรู้สึกปลอดภัยและสร้างความมั่นใจในการเผชิญกับสิ่งต่างๆ ได้มากขึ้น

 

อ่านบทความ: ลูกขี้กลัว : ต้องขี้กลัวขนาดไหนถึงจัดว่าเป็นโรคแพนิก (Panic Disorder)
อ้างอิง
TimesofIndia
VerywellMind

เป็นคุณแม่จำเป็นที่หลงรักความไร้เดียงสาของเด็กๆ รักสัตว์ ชอบดอกไม้ และเชื่อว่าความอ่อนโยนคือพลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกใบนี้

COMMENTS ARE OFF THIS POST