สถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ กำลังเข้าสู่ภาวะวิกฤต หลังชุมชนต้องเผชิญหมอกควันต่อเนื่องยาวนานกว่า 3 สัปดาห์ โดยค่าดัชนีคุณภาพอากาศ (AQI) พุ่งสูงถึง 700–800 และล่าสุดยังคงอยู่ในระดับเกิน 500 ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพอย่างรุนแรง โดยเฉพาะในกลุ่มเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยโรคเรื้อรัง 
ข้อมูลจากผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านปางมะเยา ระบุว่า ในช่วง 2–3 สัปดาห์ที่ผ่านมา จำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นประมาณ 2 เท่า โดยส่วนใหญ่เป็นโรคทางเดินหายใจ เช่น ไอเรื้อรัง หายใจลำบาก ตาแดง และเยื่อบุตาอักเสบ ซึ่งพบมากในเด็กและกลุ่มเปราะบาง 
เด็กจำนวนไม่น้อยมีอาการไอทั้งคืน น้ำมูกไหล หายใจเร็ว และแน่นหน้าอก อีกทั้งยังหายช้ากว่าปกติ บางรายต้องกลับมารักษาซ้ำในเวลาไม่กี่วัน เนื่องจากยังคงต้องอยู่ในสภาพอากาศที่มีฝุ่นหนาแน่น 
ขณะเดียวกัน กลุ่มผู้ป่วยติดเตียงในชุมชน ซึ่งมีอย่างน้อย 5 ราย ได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด โดยเจ้าหน้าที่สาธารณสุขเน้นให้สวมหน้ากาก หลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้ง และติดตามอาการอย่างต่อเนื่อง 
ในระดับชุมชน มีการใช้มาตรการแจ้งเตือนผ่านเสียงตามสาย และระบบธงสี เพื่อสื่อสารความเสี่ยง โดยช่วงที่ผ่านมาอยู่ในระดับธงสีแดง ซึ่งหมายถึงคุณภาพอากาศเป็นอันตรายต่อสุขภาพ พร้อมทั้งจัดตั้งห้องปลอดฝุ่น และแจกหน้ากากผ่านอาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) แต่ยังคงไม่เพียงพอต่อความต้องการของประชาชน 
ชาวบ้านจึงเรียกร้องให้ภาครัฐสนับสนุนอุปกรณ์ป้องกัน เช่น หน้ากาก N95 และเครื่องฟอกอากาศในระดับครัวเรือน รวมถึงเสนอให้มีการแก้ไขปัญหาไฟป่าอย่างจริงจังในระยะยาว โดยกระจายงบประมาณให้ท้องถิ่นสามารถบริหารจัดการพื้นที่ป่าได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อลดการเผาซ้ำที่เกิดขึ้นทุกปี .
สถานการณ์ฝุ่นในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างยั่งยืน และกำลังส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพของคนในชุมชน โดยเฉพาะเด็กที่กลายเป็นกลุ่มเปราะบางที่สุดในวิกฤตอากาศพิษครั้งนี้

COMMENTS ARE OFF THIS POST