รายงานล่าสุดของ World Obesity Federation ซึ่งเผยแพร่ในวัน World Obesity Day ประจำปี 2026 ระบุว่า ปัญหา โรคอ้วนในเด็กและวัยรุ่นทั่วโลกกำลังทวีความรุนแรง และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างมากหากไม่มีการดำเนินมาตรการเชิงนโยบายอย่างจริงจัง
ไม่เพียงแต่จำนวนเด็กที่อยู่ในภาวะอ้วนเท่านั้นที่จะเพิ่มขึ้น ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่ามากกว่า 500 ล้านคนทั่วโลก จะอยู่ในกลุ่มน้ำหนักเกิน ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดโรคเรื้อรังหลายชนิดในระยะยาว เช่น โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง และโรคเบาหวาน
รายงานยังระบุว่า เด็ก 120 ล้านคนที่อยู่ในวัยเรียนอาจแสดง สัญญาณแรกของโรคเรื้อรัง ที่เกี่ยวข้องกับดัชนีมวลกาย (BMI) สูงภายในปี 2040 ซึ่งส่งผลให้เป็นเรื่องที่น่ากังวลสำหรับอนาคตด้านสุขภาพของคนรุ่นใหม่
Johanna Ralston ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ World Obesity Federation กล่าวว่า การเพิ่มขึ้นของอัตราเด็กอ้วนทั่วโลกสะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวในการจัดการกับปัญหานี้อย่างจริงจัง และย้ำว่าการปล่อยให้เด็กเจเนอเรชันหนึ่งเผชิญกับความเสี่ยงของโรคเรื้อรังเป็นสิ่งที่ไม่ยุติธรรมและอันตรายต่ออนาคตของสังคม
ในระดับประเทศ พบว่า สหรัฐอเมริกา จีน และอินเดีย เป็นประเทศที่มีจำนวนเด็กและวัยรุ่นที่มี BMI สูงสูงที่สุด โดยสหรัฐฯ มีประมาณ 27 ล้านคน ตามด้วยจีนและอินเดีย ซึ่งส่งผลให้เด็กในภูมิภาคเหล่านี้ต้องเผชิญกับความเสี่ยงด้านสุขภาพในระดับสูง
ทั้งนี้ รายงานยังวิพากษ์การที่หลายประเทศยังไม่ได้ดำเนินมาตรการสำคัญ เช่น การจำกัดโฆษณาอาหารที่มีน้ำตาลสูงต่อเด็ก การเก็บภาษีเครื่องดื่มหวาน หรือการส่งเสริมกิจกรรมทางกาย และชี้ว่าความล้มเหลวในเชิงนโยบายเหล่านี้ได้เปิดโอกาสให้ภาคอุตสาหกรรมอาหารเข้าถึงกลุ่มเด็กได้อย่างไม่จำกัด ซึ่งยิ่งทำให้ปัญหาโรคอ้วนอาจยิ่งแย่ลงในอนาคต
รายงานเตือนว่าหากมาตรการป้องกันไม่ได้เร่งดำเนินการ ปัญหาโรคอ้วนในเด็กจะไม่ใช่แค่เรื่องสุขภาพ แต่จะกลายเป็นวิกฤตสุขภาพระดับโลกที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจ สังคม และระบบสาธารณสุขไปอีกหลายทศวรรษข้างหน้า

COMMENTS ARE OFF THIS POST