ประเทศไทยกำลังเผชิญกับสังคมสูงวัยและจำนวนเด็กเกิดใหม่ที่ลดลง ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อธุรกิจโรงเรียนเอกชน ที่ต้องเจอกับนักเรียนจำนวนลดลงและการแข่งขันที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะจากโรงเรียนนานาชาติที่ได้เปรียบเรื่องหลักสูตรสากล
ข้อมูลปี 2567 ระบุว่าตลาดโรงเรียนเอกชนไทยมีมูลค่ารวมประมาณ 3.1 หมื่นล้านบาท จากผู้ประกอบการ 252 ราย แบ่งออกเป็นโรงเรียนเอกชนทั่วไป โรงเรียนนานาชาติ และโรงเรียนเฉพาะทาง โรงเรียนนานาชาติโดดเด่นที่สุดในแง่การเติบโตของรายได้และกำไร โดยช่วงปี 2565–2567 รายได้เติบโตเฉลี่ยปีละ 13 เปอร์เซ็นต์ และกำไรเฉลี่ย 10.2 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของธุรกิจโรงเรียนเอกชนทั่วไป
KrungThai Compass หน่วยงานวิจัยและวิเคราะห์เศรษฐกิจและการลงทุนของ ธนาคารกรุงไทย ระบุว่าปัจจัยที่ทำให้โรงเรียนนานาชาติโดดเด่น คือกลุ่มผู้ปกครองที่มีฐานะมั่นคงและไม่อ่อนไหวต่อราคา การมีภาพลักษณ์และคุณภาพสูงด้วยหลักสูตรสากล และการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ ทั้งด้านบุคลากรและรายได้เสริม เช่น กิจกรรมหลังเลิกเรียนหรือวันหยุด
แม้โรงเรียนเอกชนจะเผชิญแรงกดดันจากสังคมสูงวัย แต่การปรับตัวยังสามารถช่วยให้ธุรกิจอยู่รอดและเติบโตได้ โดยการเพิ่มมูลค่าหรือ Value-added ให้กับการศึกษา เช่น การเพิ่มหลักสูตรพิเศษ Bilingual หรือ International Program การสร้างกิจกรรมเสริมเพื่อหารายได้เพิ่มเติม เช่น After School Program Weekend Program การสอนดนตรี กีฬา หรือ Coding รวมถึงบริการอื่นๆ เช่น โรงอาหาร รถรับ-ส่ง และทริปทัศนศึกษา
KrungThai Compass ยังมองว่าพื้นที่ที่มีโอกาสเติบโต ได้แก่ ภาคตะวันออกโดยเฉพาะ EEC ที่มีรายได้ประชากรสูงและความหนาแน่นของนักเรียนสูง กรุงเทพฯ และปริมณฑล เป็นตลาด Premium ที่แข่งขันสูงจึงต้องเน้นสร้างความแตกต่างด้านคุณภาพและหลักสูตร ส่วนภูเก็ตถือเป็นพื้นที่ที่เหมาะกับโรงเรียนนานาชาติ เพราะมีรายได้เฉลี่ยสูงและมีชาวต่างชาติอาศัยจำนวนมาก
แม้ว่าตลาดโรงเรียนเอกชนไทยในปี 2568–2570 จะขยายตัวเฉลี่ยเพียง 3.2 เปอร์เซ็นต์ ต่อปี แต่การปรับตัวและเพิ่มบริการเสริมจะช่วยให้โรงเรียนยังสามารถรักษาโอกาสเติบโตได้ แม้จำนวนเด็กในวัยเรียนลดลงตามโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไป

COMMENTS ARE OFF THIS POST