ยูนิเซฟเผยรายงานล่าสุด ระบุว่าภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนในเด็กและวัยรุ่นในเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา โดยปัจจุบันมีเด็กและวัยรุ่นกว่า 113 ล้านคนที่ได้รับผลกระทบ คิดเป็นหนึ่งในสี่ของเด็กอ้วนทั่วโลก ทำให้ภูมิภาคนี้กลายเป็นพื้นที่ที่มีจำนวนเด็กน้ำหนักเกินมากที่สุดในโลก
รายงานชื่อ Turning the Tide on Childhood Overweight in East Asia and the Pacific – Building Better Food Environments for Children ระบุว่าใน 30 จาก 33 ประเทศในภูมิภาค มีเด็กและวัยรุ่นมากกว่า 15 เปอร์เซ็นต์ ที่มีภาวะน้ำหนักเกิน อีกทั้งยังพบว่าอัตราภาวะทุพโภชนาการแบบผอมแห้งลดลง ขณะที่โรคอ้วนเพิ่มสูงจนเกือบสองเท่าของภาวะผอมแห้ง ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงด้านโภชนาการที่น่ากังวล
จูน คุนูกิ ผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกของยูนิเซฟ กล่าวว่า เด็กทุกคนมีสิทธิที่จะได้รับอาหารที่ดีต่อสุขภาพ แต่ปัจจุบันพวกเขากลับถูกล้อมรอบด้วยโฆษณาและผลิตภัณฑ์ที่ไม่ดีต่อสุขภาพ ซึ่งเป็นอันตรายต่อชีวิตและความเป็นอยู่อเด็กที่มีน้ำหนักเกินไม่เพียงเสี่ยงต่อโรคเบาหวานและโรคเรื้อรังอื่นๆ แต่ยังเผชิญผลกระทบต่อสุขภาพจิต
สาเหตุสำคัญของวิกฤตนี้มาจากการโหมโฆษณาอาหารขยะ การติดฉลากที่ทำให้เข้าใจผิด และการขยายตัวของอาหารแปรรูปไม่ดีต่อสุขภาพ ข้อมูลในรายงานชี้ว่า ยอดขายอาหารแปรรูปที่ไม่ดีต่อสุขภาพในเวียดนามเพิ่มขึ้นถึง 257 เปอร์เซ็นต์ ระหว่างปี 2560–2564 ขณะที่ในลาวเพิ่มขึ้น 136 เปอร์เซ็นต์ เกือบ 8 ใน 10 ของวัยรุ่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กินขนมและเนื้อสัตว์แปรรูปเป็นประจำ และ 2 ใน 3 ดื่มเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง
เด็กในภูมิภาคยังถูกโฆษณามุ่งเป้าอย่างหนักในทุกช่องทาง ทั้งโทรทัศน์ โรงเรียน ซูเปอร์มาร์เก็ต และแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยมักใช้การ์ตูนหรือเพลงเพื่อดึงดูดความสนใจ เช่น ในประเทศไทย โฆษณาอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพครองช่วงเวลาออกอากาศที่เด็กดูทีวีมากที่สุด
หลายประเทศเริ่มเดินหน้ามาตรการเชิงรุก เช่น ประเทศไทยจัดทำร่างกฎหมายควบคุมการตลาดอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพ โดยมีข้อห้ามใช้ตัวการ์ตูนหรือเทคนิคดึงดูดเด็กบนบรรจุภัณฑ์และโฆษณา
ยูนิเซฟเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนร่วมมือกันเพื่อหยุดยั้งวิกฤต โดยเสนอให้รัฐบาลออกกฎหมายห้ามโฆษณาอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพต่อเด็ก จัดทำฉลากเตือนด้านโภชนาการบนบรรจุภัณฑ์ เก็บภาษีเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล และทำให้โรงเรียนเป็นพื้นที่อาหารเพื่อสุขภาพ พร้อมทั้งเรียกร้องให้ภาคธุรกิจ ผู้ค้าปลีก โรงเรียน ชุมชน และเยาวชน มีบทบาทในการปกป้องสิทธิของเด็กในการเข้าถึงอาหารที่ดีต่อสุขภาพ

COMMENTS ARE OFF THIS POST