อาการจาม ไอ คัดจมูก หรือมีผื่นขึ้นตามผิวหนังของเด็กๆ ที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง อาจเป็นสัญญาณของโรคภูมิแพ้ที่ไม่ควรมองข้าม โดยข้อมูลจากมหาวิทยาลัยมหิดลพบว่า ปัจจุบันเด็กไทยป่วยเป็นโรคภูมิแพ้มากถึงร้อยละ 38 และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในอนาคต ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าปัญหาเกี่ยวกับโรคภูมิแพ้ โดยเฉพาะเมื่อเกิดขึ้นกับเด็ก กำลังเป็นเรื่องน่ากังวลมากกว่าที่คิด เพราะหากคุณพ่อคุณแม่มองข้ามสัญญาณอาการจากลูก ก็อาจส่งผลต่อทั้งสุขภาพ คุณภาพการนอน สมาธิ และการเรียนรู้ของลูกในระยะยาวได้
การเพิ่มขึ้นของ โรคภูมิแพ้ในเด็ก เกี่ยวข้องกับปัจจัยกระตุ้นที่เด็กๆ ต้องเผชิญในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นฝุ่นละออง มลพิษ สารก่อภูมิแพ้ หรือสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งเมื่อร่างกายได้รับสารกระตุ้นเหล่านี้ โดยเฉพาะในเด็กที่มีความไวต่อสารก่อภูมิแพ้ ระบบภูมิคุ้มกันอาจตอบสนองมากกว่าปกติ จนทำให้เกิดอาการจาม คัดจมูก ไอ หรือผื่นคันตามผิวหนัง และหากสัมผัสตัวกระตุ้นอย่างต่อเนื่อง อาการภูมิแพ้อาจเกิดขึ้นบ่อยหรือรุนแรงขึ้น
การดูแล โรคภูมิแพ้ในเด็ก จึงไม่ได้มีเพียงการรับมือเมื่ออาการเกิดขึ้น แต่ยังรวมถึงการสังเกตปัจจัยรอบตัวที่อาจมีส่วนทำให้อาการกำเริบ เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่สามารถปรับสภาพแวดล้อมและดูแลลูกได้อย่างเหมาะสม
1. ฝุ่น PM 2.5 และมลพิษนอกบ้าน

ฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน หรือ PM 2.5 เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นอาการของโรคภูมิแพ้ในเด็ก โดยอนุภาคขนาดเล็กเหล่านี้สามารถเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจและกระตุ้นให้เกิดการระคายเคืองหรือการอักเสบได้ เด็กที่มีโรคภูมิแพ้หรือโรคหอบหืดอยู่แล้วจึงอาจมีอาการมากขึ้น เช่น ไอ คัดจมูก หายใจไม่สะดวก หรือมีอาการหอบกำเริบ
คุณพ่อคุณแม่จึงควรตรวจสอบค่าฝุ่นและคุณภาพอากาศก่อนพาลูกออกจากบ้าน หากระดับ PM 2.5 สูง ควรลดกิจกรรมกลางแจ้งและให้ลูกสวมหน้ากากที่เหมาะกับวัยและขนาดใบหน้า ส่วนภายในบ้าน การใช้เครื่องฟอกอากาศที่มีแผ่นกรอง HEPA โดยเฉพาะในห้องนอน สามารถช่วยลดปริมาณฝุ่นละอองในอากาศได้
2. ไรฝุ่นและซากแมลงภายในบ้าน

แม้บ้านจะดูสะอาด แต่ไรฝุ่นและซากแมลงก็สามารถสะสมอยู่ตามเครื่องนอนและสิ่งทอที่ใช้อยู่เป็นประจำ โดยเฉพาะฟูกนอน หมอน ผ้าห่ม ตุ๊กตาผ้า และพรม เมื่อลูกสูดดมเข้าไป อาจทำให้เกิดอาการจาม คัดจมูก คันจมูก เคืองตาได้
คุณพ่อคุณแม่ควรซักเครื่องนอนเป็นประจำ โดยใช้น้ำร้อนอุณหภูมิอย่างน้อย 60 องศาเซลเซียส นาน 30 นาที หรือเลือกใช้ผ้าปูที่นอนและปลอกหมอนชนิดป้องกันไรฝุ่น รวมถึงลดจำนวนตุ๊กตาผ้าและสิ่งทอที่ไม่จำเป็นในห้องนอน พร้อมดูดฝุ่นและทำความสะอาดบริเวณที่ลูกใช้งานเป็นประจำ
3. สารก่อภูมิแพ้จากสัตว์เลี้ยง

สุนัขและแมวอาจเป็นเพื่อนเล่นของลูก แต่สำหรับเด็กที่มีความไวต่อสารก่อภูมิแพ้ สัตว์เลี้ยงก็อาจเป็นหนึ่งในปัจจัยที่กระตุ้นอาการได้ โดยสารก่อภูมิแพ้ไม่ได้มาจากขนโดยตรง แต่เกิดจากโปรตีนที่อยู่ในรังแค น้ำลาย และปัสสาวะของสัตว์เลี้ยง ซึ่งสามารถติดไปตามเสื้อผ้า เฟอร์นิเจอร์ หรือฟุ้งกระจายในอากาศได้
หากที่บ้านมีสัตว์เลี้ยง คุณพ่อคุณแม่ควรจัดพื้นที่สำหรับสัตว์เลี้ยงให้เป็นสัดส่วน และหลีกเลี่ยงการนำสัตว์เลี้ยงเข้าห้องนอนของลูก ทำความสะอาดบริเวณที่สัตว์เลี้ยงอยู่เป็นประจำ รวมถึงดูแลความสะอาดของสัตว์เลี้ยงตามความเหมาะสม นอกจากนี้ ควรสอนให้ลูกล้างมือหลังเล่นกับสัตว์เลี้ยง เพื่อลดโอกาสการนำสารก่อภูมิแพ้เข้าสู่ร่างกาย
4. ควันบุหรี่มือสองจากคนใกล้ชิด

ควันบุหรี่มือสอง คือควันพิษที่ลูกได้รับขณะที่มีคนสูบบุหรี่อยู่ใกล้ๆ โดยสารตกค้างจากควันบุหรี่ที่เกาะอยู่ตามเสื้อผ้า ผิวหนัง เส้นผม หรือเฟอร์นิเจอร์ในบ้าน สามารถเข้าสู่ร่างกายของลูกได้ และอาจกระตุ้นหรือทำให้อาการของโรคภูมิแพ้และโรคทางเดินหายใจบางชนิดที่รุนแรงขึ้น
วิธีที่ดีที่สุดในการลดความเสี่ยง คือการทำให้บ้านเป็นพื้นที่ปลอดบุหรี่อย่างแท้จริง หากสมาชิกในครอบครัวจำเป็นต้องสูบนอกบ้าน ควรสูบให้ห่างจากตัวบ้านและลูก รวมถึงเปลี่ยนเสื้อผ้า ล้างมือ และทำความสะอาดร่างกายก่อนสัมผัสลูก เพื่อลดสารตกค้างที่อาจติดมากับตัว
5. อาหารกลุ่มเสี่ยงกระตุ้นภูมิแพ้

นอกจากปัจจัยทางอากาศแล้ว อาหารก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เด็กบางคนเกิดอาการแพ้ได้ โดยอาหารที่พบว่าเป็นสาเหตุของการแพ้ได้บ่อย ได้แก่ นมวัว ไข่ ถั่วลิสง ถั่วเหลือง ข้าวสาลี และอาหารทะเล ซึ่งมีโปรตีนชนิดที่ระบบภูมิคุ้มกันของเด็กเล็กอาจมองว่าเป็นสิ่งแปลกปลอม ส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันอาจตอบสนองผิดปกติและทำให้เกิดอาการได้หลายรูปแบบ เช่น ผื่น คัน บวมบริเวณริมฝีปาก อาเจียน ปวดท้อง หรืออาจเกิดอาการแพ้รุนแรง เช่น ถ่ายเป็นมูกเลือด
สำหรับเด็กเล็ก ควรเริ่มให้อาหารตามวัยทีละอย่าง และสังเกตอาการอย่างน้อย 3-5 วันก่อนเริ่มอาหารชนิดใหม่ หากสงสัยว่าลูกแพ้อาหารชนิดใด ควรหยุดอาหารชนิดนั้นและปรึกษาแพทย์ทันที

COMMENTS ARE OFF THIS POST